
New Normal
อนนี้เวลาเราอ่านข่าวเกี่ยวกับแนวโน้มด้านสังคม เศรษฐกิจ หรือเทคโนโลยี มักจะมีคำคำหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้บ่อยๆ นั่นคือคำว่า New Normal ที่แปลเป็นไทยได้ว่า “ความปกติแบบใหม่” นั่นคือเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้นในสังคม ก็จะก่อให้เกิดสิ่งที่เป็นแบบแผน หรือมาตรฐานการใหม่ที่ผู้คนทำกันเป็นปกติในสังคม
อนนี้เวลาเราอ่านข่าวเกี่ยวกับแนวโน้มด้านสังคม เศรษฐกิจ หรือเทคโนโลยี มักจะมีคำคำหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้บ่อยๆ นั่นคือคำว่า New Normal ที่แปลเป็นไทยได้ว่า “ความปกติแบบใหม่” นั่นคือเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้นในสังคม ก็จะก่อให้เกิดสิ่งที่เป็นแบบแผน หรือมาตรฐานการใหม่ที่ผู้คนทำกันเป็นปกติในสังคม
ในอนาคตสังคมไทยและสังคมโลกจะเผชิญกับ New Normal ใหญ่ๆ 2 เรื่องแน่ๆ เรื่องแรก คือ เรื่องสังคมผู้สูงอายุ หรือ Aging Society โดยในไม่กี่ปีข้างหน้าประเทศไทยและในหลายๆ ประเทศทั่วโลกจะเริ่มเข้าสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ เทรนด์ในตอนนี้คือเราเริ่มเห็นสินค้าและบริการที่สร้างมาเพื่อตอบสนองลูกค้าในกลุ่มนี้กันมากขึ้น เรื่องที่ 2 คือ การที่เราจะมีไลฟ์สไตล์ในแบบออนไลน์มากขึ้น ที่เห็นชัดที่สุดในตอนนี้คือเรื่องของ Fintech หรือการใช้เทคโนโลยีทางการเงิน ที่หลายภาคส่วนทั้งแบงก์ หรือผู้กำกับดูแลอย่างแบงก์ชาติและทั่วโลกก็เริ่มขยับตัวกันในด้านนี้มากขึ้น
แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่ดิฉันเริ่มสังเกตเห็นว่ามีแนวโน้มที่จะก่อตัวเป็น New Normal เฉพาะในสังคมไทยนั่นคือการศึกษา เท่าที่สังเกตดูก็เริ่มเห็นคนหันมาส่งลูกเรียนหลักสูตรอินเตอร์กันมากขึ้น ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมกันมากในหมู่คนที่มีกำลังซื้อสูงในเขตเมือง และยังมีแนวโน้มจะส่งลูกไปเรียนต่อระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยต่างประเทศ
ต้องไม่ลืมค่ะว่าเด็กๆ ในกลุ่มนี้นั้นในอนาคตคือคนที่จะมานำพาสังคมไทยไปในทิศทางต่างๆ ต่อไป เพราะพวกเขาเติบโตมาจากกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อ มีต้นทุนทางสังคมที่ดีอยู่แล้ว แต่การที่พวกเขาเติบโตและรับการศึกษาที่มีแบบแผนอย่างตะวันตกมาเต็มที่ แม้จะมีข้อดีตรงที่มีทักษะด้านภาษาอื่นๆ ได้เรียนรู้แนวคิด องค์ความรู้ต่างๆจากสถาบันการศึกษาชั้นนำของโลกมาก็ตาม แต่จะขาดความเชื่อมโยงแนวคิดที่เป็นรากเหง้าของสังคมไทย ทั้งประวัติศาสตร์ ความเป็นไทย สังคมไทย สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งย่อมส่งผลให้เกิดช่องว่างในด้านความรู้ความเข้าใจถึงบริบทเฉพาะของสังคมไทยเรา
การที่พ่อแม่จะส่งลูกหลานเข้าเรียนหลักสูตรอินเตอร์แต่เล็กไม่ใช่เรื่องผิดค่ะ เพราะมีทางเลือกให้เลือก และย่อมเห็นอะไรบางอย่างที่คนทั่วไปมองไม่เห็น แต่อย่างไรก็ตามดิฉันก็เห็นว่าในอนาคตนั้น เราควรจะมีคนมานำพาสังคมในลักษณะที่ยังเชื่อมโยงและเข้าใจรากเหง้าและบริบทต่างๆ ในสังคมไทย รักษาอัตลักษณ์เอาไว้ ขณะเดียวกันก็เพียบพร้อมด้วยความรู้และมุมมองที่ก้าวไกลและเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงจากการศึกษาในต่างประเทศเช่นกัน เพื่อที่ว่าเราจะสามารถพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าด้วยความเข้าใจปัญหาของบ้านเมืองได้อย่างแท้จริง
ดังนั้น ดิฉันคิดว่าเราควรจะหันมาพัฒนาการศึกษาของเราให้มีคุณภาพและตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ให้ดีขึ้น ก่อนที่การเรียนอินเตอร์จะกลายเป็น Normal ของสังคมในอนาคตค่ะ







