
ต้องทำความจริงให้ปรากฏ
โดย...ภุนรัตน ทักษาดิพงศ์
โดย...ภุนรัตน ทักษาดิพงศ์
ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ โดยเฉพาะจุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์ทางการเมืองของประเทศ สิ่งที่บันทึกในประวัติศาสตร์ต้องเป็น “ความจริง” ที่สืบค้นมาจนได้ข้อยุติ ไม่ปล่อยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบิดเบือนนำไปแสวงประโยชน์เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองของตน ประวัติศาสตร์จะมีสองมุมเสมอ อย่ามองหรือค้นหาจากมุมใดมุมหนึ่งเท่านั้น มิฉะนั้น เราจะได้ข้อมูลไม่ครบและไม่สามารถถอดบทเรียนจากประวัติศาสตร์ได้ ผู้เขียนไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ แต่ชอบศึกษาในสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะอยากรู้ว่า ทำไมมันถึงเกิดขึ้น อะไรเป็นแรงผลักดัน อะไรเป็นเหตุจูงใจ และจะหาทางป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกอย่างไร
เหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 ไม่ใช่เกิดขึ้นโดดๆ แต่เกี่ยวข้องต่อเนื่องจากเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 “คนเดือนตุลา” เพิ่งเสร็จสิ้นงานรำลึก 40 ปีของเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 ที่ผ่านมาหลายสิบปี เราปล่อยให้มีการพูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา จากมุมมองเดียว จากคนที่สูญเสียหรือเป็นเหยื่อในเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้คนรุ่นหลังที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์จากมุมหนึ่งเท่านั้น ถ้าไม่ค้นหา “ความจริงทั้งหมด” ปล่อยให้มีการพูดความจริงเพียงเสี้ยวเดียวของวันที่ 6 ต.ค. 2519 คนรุ่นหลังที่ศึกษาประวัติศาสตร์ก็จะไม่ได้รู้ความจริงทั้งหมด และเราจะก้าวข้ามไม่พ้นกับเหตุความรุนแรงในวันดังกล่าวจึงควรมีการทบทวนชำระสะสางประวัติศาสตร์ช่วงนี้เพราะมีคนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่รู้เรื่องดี โดยอยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มแรกจนกระทั่งถึงวันเกิดเหตุที่พร้อมจะเปิดเผยข้อมูลอีกด้าน
เราเข้าใจดีถึงความรู้สึกฝังใจของคนที่ตกเป็นเหยื่อในเหตุการณ์วันที่ 6 ต.ค. 2519 เป็นที่น่าสังเกตว่าในปีนี้ เริ่มมีการพูดถึงข้อมูลเกี่ยวกับเบื้องหลังเหตุการณ์มากขึ้นแม้ยังไม่มากพอ ทำให้คนรุ่นหลังได้เริ่มรู้ข้อมูลในส่วนที่ไม่เคยรู้มาก่อน ไม่ใช่ข้อมูลเดิมที่ซ้ำไปมา วันที่ 6 ต.ค. 2519 เหมือนกับระเบิดที่ถูกจุดขึ้นโดยที่ดินปืนถูกสะสมมาเป็นเวลา 3 ปี แล้วคำถามคือ ใครล่ะที่เป็นคนสะสมดินระเบิด ใครที่เป็นคนเอาไม้ขีดมาจุดดินปืน ที่สำคัญคือผู้เกี่ยวข้องสามารถ “ป้องกัน” ไม่ให้เหตุรุนแรงและโหดร้ายในวันที่ 6 ตุลา เกิดขึ้นได้หรือไม่ ตัวละครที่เกี่ยวข้องมีใครอื่นอีกบ้างนอกเหนือจากเจ้าหน้าที่กับนักศึกษาอย่างที่เราเห็นๆ กัน
การจะเข้าใจเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 ต้องย้อนกลับไปดูตั้งแต่เหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516 ซึ่งมีแต่คนชื่นชมผลงาน แต่หลังจากนั้นความตั้งใจจริง พลังที่เหลือเฟือ และมีเจตนาที่บริสุทธิ์ที่อยากจะทำให้บ้านเมืองดีขึ้นในแนวทางของตัวเอง ทำให้นักศึกษาถูกมองว่า “ยุ่งไปทุกเรื่อง” จนคนที่เคยชื่นชมชักระอา บวกกับกระแส “สังคมนิยม” กำลังพัดแรง ผู้นำหลายคนอยู่ในช่วง “แสวงหา” แนวคิดทางการเมือง บางคนมองแนวทางเหมา บางคนมองไปไกลถึง เช กูวารา หลายคนยอมรับในภายหลังว่า พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติงานในเมืองได้แทรกซึมเข้ามาจัดตั้งนักศึกษาปัญญาชน ก่อนเกิดเหตุรุนแรง พคท.ได้ประเมิสถานการณ์และอาจวางแผนไว้ล่วงหน้าในการเปิดเส้นทางลับจากเมืองสู่ป่าในกรณีฉุกเฉิน
เป็นธรรมชาติทางการเมืองที่เมื่อเกิดกระแสซ้ายก็เกิดกระแสขวาออกมาต่อต้าน เพราะคนไทยเวลานั้นวิตกการแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ในประเทศคอมมิวนิสต์เพิ่งชนะในเวียดนาม ใต้ ลาว และกัมพูชา กระแสขวาจัดที่มีการจัดตั้งอย่างดีทั้งลูกเสือชาวบ้าน กระทิงแดง นวพล นักศึกษาอาชีวะ สถานีวิทยุกระจายเสียงยานเกราะ มีการปลุกระดมสร้างความเกลียดชังต่อนักศึกษา การเมืองขณะนั้นพรรคขวาจัดก็มาแรง พรรคการเมืองแนวซ้ายอ่านสถานการณ์ออกและทยอยหนีเข้าป่า แล้วเวลานั้นใครก็รู้สึกได้ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ฝ่ายขวาจัดจะใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามนักศึกษา หนังสือพิมพ์ดาวสยามซึ่งมีส่วนสำคัญในการเผยแพร่ภาพถ่ายที่ทำให้ความเกลียดชังนักศึกษาระอุมากขึ้นและมีส่วนสำคัญที่ทำให้มีการกระทำต่อนักศึกษาอย่างเหี้ยมโหดระบายความคั่งแค้นออกมา
คำถามคือ ผู้เกี่ยวข้องสามารถป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงได้ไหม? คำตอบที่หลายคนบอกตรงกันคือ น่าจะได้ หากแกนนำนักศึกษาขณะนั้นเชื่อ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่อยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตลอดเวลาด้วยความห่วงใยลูกศิษย์ แหล่งข่าวที่อยู่ในเหตุการณ์หลายคนเปิดเผยว่า ท่านได้ขอให้นักศึกษาสลายตัวเพราะรู้ว่าเจ้าหน้าที่จะเข้ามาปราบแน่นอน หากนักศึกษาสลายไปก่อน แม้เจ้าหน้าที่บุกเข้ามาก็ไม่มีการต่อต้าน ความรุนแรงก็ไม่เกิดขึ้น
ข่าวบอกว่า แกนนำไม่เชื่อโดยอ้างว่าหากสลายตัว ที่สู้มาทั้งหมดนักศึกษาก็จะไม่ได้อะไรเลย ขณะเดียวกันก็มีข่าวว่าฝ่าย “ซ้ายจัด” ต้องการให้เกิดการล้อมปราบ และต้องการแสวงประโยชน์จากการนี้เพื่อดึงนักศึกษาเข้าป่าเพื่อแสดงให้เห็นว่า พคท.ไม่ได้มีแต่สมาชิกและผู้ปฏิบัติงานที่เป็นชาวไร่ชาวนาเท่านั้น แต่มีนักศึกษาปัญญาชนเข้าร่วมด้วย โดยเส้นทางหลบหนีได้ถูกจัดไว้เรียบร้อย
น่าเห็นใจ ดร.ป๋วย ที่พยายามเตือนสติลูกศิษย์ แต่สุดท้ายฝ่ายขวาจัดมองท่านว่าเป็นฝ่ายซ้ายและคุกคามท่าน จนท่านอยู่ไม่ได้ต้องเดินทางไปใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศและเสียชีวิตที่นั่น
พคท.สร้างและแสวงประโยชน์จากสถานการณ์ให้นักศึกษาถูกล้อมปราบจนเกิดการเสียชีวิตและบาดเจ็บ เพื่อหาพลพรรคเพิ่มเติมจากนักศึกษาปัญญาชน เพราะพรรคถูกวิจารณ์มากว่า เป็นพรรคที่ไร้ปัญญาชน แต่ในที่สุด นักศึกษาส่วนหนึ่งที่เข้าป่ามีส่วนในการทำให้พรรคเกิดความปั่นป่วน แตกแยกกันระหว่างพลพรรคชาวนา ซึ่งเป็นแกนนำและนักศึกษาที่เข้าไปใหม่ นักศึกษาปัญญาชนเหล่านี้ก็อยู่กับเขาไม่ได้และต้องออกมาในที่สุด แต่พรรคก็มีปัญหาและหมดสภาพไปในอีกหลายปีต่อมา
ซีไอเอมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนฝ่ายขวาจัดในการสู้กับฝ่ายซ้ายในไทยขณะนั้นและให้ทหารยึดอำนาจกลับคืนมา อเมริกาเพิ่งพ่ายแพ้สงครามเวียดนาม จึงเกรงว่าไทยจะเป็นโดมิโนตัวต่อไป และสนับสนุนรัฐบาลไทยสู้กับ พคท.เต็มที่ ปัญญาชนบางคนเป็นสายให้ซีไอเอที่ถูกส่งเข้าไปในป่า เมื่อออกจากป่าซีไอเอก็ส่งไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา
เหตุการณ์วันที่ 6 ต.ค. 2519 เป็นจุดเริ่มต้นที่แกนนำนักศึกษาฝ่ายซ้ายนำมาขยายผลจาบจ้วงต่อสถาบันสูงสุด เป็นการใช้ประโยชน์จากความคั่งแค้น ความโกรธจากนักศึกษาที่ถูกจับและหลบหนีเข้าป่า สมาชิก “กลุ่มล้มเจ้า” ทั้งที่หลบหนีไปอยู่ต่างประเทศและที่ยังอยู่ในเมืองไทย ทั้งหมดหรือแทบทั้งหมดเป็น “ผลผลิต” จากเหตุการณ์วันที่ 6 ต.ค. 2519
เราต้องทำความจริงทั้งหมดให้ปรากฏ ไม่ให้คนบางคนที่ใช้ประโยชน์จากความจริงบางส่วนเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองของพวกตนต่อไป คนรุ่นนั้นที่อยู่ในเหตุการณ์หลายคนต้องช่วยกันทำความจริงทุกด้านให้ปรากฏไม่ให้เป็นภาระของคนรุ่นหลังซึ่งเพียงแต่ได้ยินได้ฟังมา







