posttoday
สเตรสเทสต์ไม่ขลัง อุดช่องโหว่แบงก์ไม่หมด

สเตรสเทสต์ไม่ขลัง อุดช่องโหว่แบงก์ไม่หมด

12 ตุลาคม 2559

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

บทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 ส่งผลให้การทำแบบทดสอบความเสี่ยงของภาคธนาคาร หรือที่เรียกว่า สเตรสเทสต์ (Stress test) มีความแพร่หลายมากยิ่งขึ้น เพื่อประเมินว่าธนาคารมีความสามารถพร้อมรับมือวิกฤตใหญ่ๆ ได้อีกหรือไม่ และป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอยตามวลีดังที่ว่า “ใหญ่เกินกว่าจะล้ม” (Too Big to fail) ซึ่งเกิดขึ้นหลังการล่มสลายของเลห์แมน บราเธอร์ส ที่รัฐต้องเข้ามาช่วยอุ้มภาคธนาคาร อย่างไรก็ตามกลับพบ “ช่องโหว่” ในแบบทดสอบดังกล่าวของดอยช์แบงก์

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐสั่งปรับดอยช์แบงก์ ธนาคารสัญชาติเยอรมันเป็นเงินทั้งหมด 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.9 แสนล้านบาท) เพื่อยอมความในคดีเกี่ยวข้องกับตราสารอนุพันธ์อิงกับสินเชื่อที่อยู่อาศัย (MBS) โดยเมื่อประกอบกับความกังวลของภาคธนาคารยุโรป ที่กำลังปวดหัวกับความสามารถทำกำไรที่ลดลงจากอัตราดอกเบี้ยติดลบแล้ว ส่งผลให้หุ้นของดอยช์แบงก์ร่วงลงไปถึง 22% ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์

ดอยช์แบงก์เป็นหนึ่งในกลุ่มธนาคารรายใหญ่หลายรายที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐตามจัดการย้อนหลัง จากการเป็นต้นตอการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย โดยไม่มีการประเมินความเสี่ยงที่มากเพียงพอ โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐ ซึ่งภาคธนาคารสหรัฐไม่ได้แบกรับความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพียงฝ่ายเดียว เพราะภาคธนาคารนำอสังหาริมทรัพย์เหล่านั้นมาออกเป็นหุ้นกู้ที่เรียกว่า หุ้นกู้ที่มีอสังหาริมทรัพย์เป็นประกัน (Mortgage bond) เพื่อขายให้กับนักลงทุน

เมื่อมีการออกหุ้นกู้ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เช่น ฟิทช์ เรทติ้งส์ สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ และมูดี้ส์ จะเข้ามาจัดอันดับเครดิตให้กับหุ้นกู้ดังกล่าวแต่ในเมื่อภาคธนาคารมีการปล่อยสินเชื่อด้อยคุณภาพ ซึ่งอาจเกิดความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ตามมา ทำให้เครดิตเรตติ้งของหุ้นกู้ดังกล่าวไม่ค่อยดีนัก ภาคธนาคารจึงนำหุ้นกู้ที่ได้รับความน่าเชื่อถือต่ำมาผูกรวมกับหุ้นกู้ระดับความน่าเชื่อถือสูง และขายในนามของตราสารอนุพันธ์อิงกับสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งได้รับเรตติ้งระดับสูงจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

แต่ MBS กลายเป็นต้นตอของวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 ส่งผลให้ทั้งสหรัฐและยุโรปต่างต้องเข้ามาควบคุมดูแลภาคธนาคารให้มีความรัดกุมมากขึ้น

ดอยช์แบงก์เป็นหนึ่งในสถาบันการเงินดังกล่าวที่ออก MBS ในช่วงนั้น จึงไม่แปลกที่สหรัฐจะตามจัดการย้อนหลัง โดยก่อนหน้านี้สหรัฐสั่งปรับวาณิชธนกิจไปหลายแห่ง เช่น ปรับ เจ.พี.มอร์แกนไป 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.2 แสนล้านบาท) แบงก์ออฟอเมริกา 1.67 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.84 แสนล้านบาท) และล่าสุด ธนาคารรอยัล แบงก์ ออฟ สกอตแลนด์ (อาร์บีเอส) จากอังกฤษ ตกลงจ่ายค่าปรับ 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.8 หมื่นล้านบาท)

ทั้งนี้ หนึ่งในมาตรการที่ใช้ควบคุมภาคธนาคาร และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย คือการทำสเตรสเทสต์ ซึ่งจะให้สถานการณ์สมมติกับภาคธนาคาร เพื่อทดสอบว่าธนาคารมีเงินทุนมากเพียงพอในการรับมือวิกฤตต่างๆ โดยหลังจากวิกฤตปี 2008 ภาครัฐต้องเข้าไปช่วยเหลือภาคธนาคารเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างการล่มสลายของเลห์แมน บราเธอร์ส ซึ่งทำให้คนตกงานทั่วโลก 2.5 หมื่นอัตรา

สำหรับปี 2016 นี้ หน่วยงานกำกับดูแลภาคธนาคารยุโรป (อีบีเอ) ใช้สถานการณ์อันตราย 4 อย่างมาเป็นสถานการณ์สมมติ คือ สภาพคล่องตลาดรองต่ำ ความสามารถในการทำกำไรน้อยจากเศรษฐกิจโตต่ำและความกังวลเกี่ยวกับหนี้ที่เพิ่มขึ้นในภาคเอกชนที่ไม่ใช่ธนาคารจากภาวะเศรษฐกิจโตต่ำ รวมถึงการขยายตัวของธนาคารเงาที่จะกระทบต่อสภาพคล่องในตลาด

ผลการทดสอบพบว่า ในสถานการณ์สมมติขั้นอันตรายดังกล่าว สัดส่วนหุ้นหลักของดอยช์แบงก์และสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมดอยู่ที่ 7.8% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของยูโรโซนที่ 4.2% โดยสเตรสเทสต์
ของอีบีเอไม่มีการระบุให้ผ่านหรือไม่ให้ผ่านแต่อย่างใด

การทำสเตรสเทสต์ที่เริ่มต้นในช่วงไตรมาสแรกของปี และเปิดเผยในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมานั้น ทำให้ดอยช์แบงก์สามารถ ใช้สเตรสเทสต์ดังกล่าวเพื่อยืนยันว่าธนาคารมีศักยภาพมากพอในการเอาตัวรอดจากวิกฤต หากต้องจ่ายค่ายอมความ 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.9 แสนล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ค้นพบว่า การทำสเตรสเทสต์ของดอยช์แบงก์ในครั้งนี้ได้รับ “การยกเว้นเป็นกรณี” จากอีบีเอ โดยไฟแนนเชียลไทมส์พบว่า ดอยช์แบงก์มีการนับรวมการขายหุ้นมูลค่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.4 แสนล้านบาท) ให้กับหัวเซียะ ธนาคารจากจีน แม้การซื้อขายยังไม่เสร็จสิ้นก่อนสิ้นปี 2015 และยังคงไม่สิ้นสุดจนถึงปัจจุบัน

จากการคำนวณของไฟแนนเชียลไทมส์พบว่า สัดส่วนหุ้นหลักของดอยช์แบงก์และสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมดจะหายไปจาก 7.8% เหลือ 7.4% หากประสบกับวิกฤตการณ์ใหญ่ โดยในส่วนของการซื้อขายหุ้นกับหัวเซียะ มีการระบุในช่วงฟุตโน้ตของผลลัพธ์การทำสเตรสเทสต์ ซึ่งจากธนาคารทั้งหมด 50 แห่ง มีเพียงดอยช์แบงก์เพียงที่เดียวที่มีการระบุฟุตโน้ตดังกล่าว

ภายหลังการค้นพบดังกล่าว ไฟแนนเชียลไทมส์ได้สอบถามไปยังอีบีเอ พบว่ามีการ “ยกเว้นเป็นกรณี” เกิดขึ้นมากกว่า 20 ครั้งในการอนุมัติสเตรสเทสต์ โดยการยกเว้นดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดปกติในรายงานจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2015 แต่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนถึงปีถัดมา ในขณะที่ด้านดอยช์แบงก์ระบุว่า การซื้อขายหุ้นกับหัวเซียะจะเสร็จสิ้นภายในปี 2016 จึงได้ระบุมูลค่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.4 แสนล้านบาท) ในการคำนวณ

แม้หลายฝ่ายจะคาดการณ์ว่า ดอยช์แบงก์จะสามารถผ่านวิกฤตนี้ไปได้โดยไม่สูญเสียอันดับเครดิต แต่การเปิดเผยของไฟแนนเชียลไทมส์ ประกอบกับการเจรจาที่ไม่บรรลุผลการเจรจาอ้างอิงจากการรายงานของหนังสือพิมพ์บลายด์ในเยอรมนีที่ระบุว่า ดอยช์แบงก์ล้มเหลวในการเจรจาลดค่าปรับ 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.9 แสนล้านบาท) กับสหรัฐ ก็อาจทำให้หลายฝ่ายต้องทบทวนเสียใหม่

นอกจากนี้ การเปิดเผยของไฟแนนเชียลไทมส์ก็สร้างความกังวล และก่อให้เกิดคำถามถึงความเที่ยงตรงของผลลัพธ์การทำสเตรสเทสต์ดังกล่าว

“การปฏิบัติต่อดอยช์แบงก์อย่างพิเศษก่อให้เกิดความสงสัย สภาพการณ์นี้หมายความว่า ผู้สังเกตการณ์ตลาดจะเกิดความสงสัยและมีความกังวลต่อความเที่ยงตรงของผลลัพธ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” คริส วิลเลอร์ นักวิเคราะห์จากแอตแลนติก อีควิตี้ส์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน