posttoday

เตรียมใจสู่วันสิ้นอิสรภาพ รธน.ก่อวิกฤต-"บิ๊กตู่"อยู่ยาว

10 ตุลาคม 2559

"ท้ายที่สุดพรรคเพื่อไทยจะเป็นฝ่ายค้านที่เหลือกลายเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และนายกฯ ในอนาคตจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ แน่นอน"

โดย...ฐายิกา จันทร์เทพ,ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

วันพรุ่งนี้ (11 ต.ค. 2559 ) ศาลอาญานัดฟังผลว่าจะพิจารณาถอนประกัน จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับแกนนำอีก 4 คน หรือไม่ ภายหลังพนักงานอัยการคดีพิเศษยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากจำเลยออกมาพูดจาพาดพิงผ่านรายการโทรทัศน์ ซึ่งเข้าข่าย “ยั่วยุปลุกปั่น” ทำให้บ้านเมืองเกิดความไม่สงบและเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวในคดีก่อการร้ายที่ทำไว้กับศาล

โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสนทนากับจตุพร ก่อนถึงวันฟังผลการพิจารณา ซึ่งส่วนหนึ่งประธานนปช.ก็เตรียมใจไว้บ้างแล้วอาจมีโอกาสถูกถอนประกันและต้องกลับไปใช้ชีวิตในเรือนจำอีกครั้ง

“วันนี้ผมทำใจไว้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะมีอิสรภาพต่อหรือสิ้นอิสรภาพ ผมพูดเองตั้งแต่ต้นเมื่อปี 2553 ที่มาในหนทางนี้ไม่มีทางเลือกที่ 3 คือ ไม่ตายก็ติดคุก เพราะว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ การถอนประกันปี 2553 และปี 2554 บางช่วงถูกถอนประกันทุกสัปดาห์ เพราะฉะนั้นจึงมีความรู้สึกเคยชินกับถอนประกันมาก”

จตุพร โฟกัสที่หลักการการประกันตัวว่า การยื่นเรื่องถอนการประกันครั้งนี้ที่เราทักท้วงว่าไม่ตรงกับข้อหาก่อการร้าย เพราะเอาเรื่องการยุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มาอ้างเป็นเงื่อนไขถอนประกันพวกผมในคดีก่อการร้าย ซึ่งไม่ถูกต้องคงต้องรอดูในวันที่ 11 ต.ค.ว่าศาลจะมีความเห็นอย่างไร แต่ไม่ว่าจะออกมาในทิศทางใดก็เตรียมพร้อมไว้อยู่แล้ว

“วันนี้เราไม่รู้เลยอะไรจะเกิดขึ้น มีหน้าที่เพียงเตรียมกางเกงขาสั้น เสื้อยืด สบู่นกแก้ว ที่ผ่านมาเราเคยติดคุกมาแล้ว ซึ่งการติดคุกจะยาก 3 วันแรก เพราะว่าเรื่องกิน เรื่องนอน ขับถ่าย ถ้า 3 วันแรกร่างกายปรับได้วันที่ 4 ก็ไม่มีปัญหา อยู่ในคุกต้องจัดการเวลา สำคัญคือใจอย่าไปทรุดตาม”

“มันอยู่ที่ว่าใจเราจะมีอิสรภาพหรือเปล่า กายไม่เป็นไร บางคนกายไป ตัวผมเองเตรียมตัวไว้ทุกกรณีและไม่เคยคิดจะหลบหนี เพียงแต่ว่าถ้าคนจะติดคุกทั้งทีก็ควรให้สบายใจคนที่ถูกขังหน่อย”

ส่วนโครงสร้าง นปช.สำหรับกรณีที่แกนนำหลักหลายคนต้องเข้าไปในเรือนจำ จตุพร ระบุว่า “ไม่ได้วางอะไร สิ่งที่เราทำคือ ให้มวลชนยึดหลักการอย่ายึดตัวบุคคล แม้วันนี้ตัวบุคคลอาจจะยังมีส่วนอยู่บ้าง แต่ถ้าประชาชนเลือกที่จะยึดหลักการเราก็จะได้ยกระดับ ฝ่ายประชาธิปไตยต้องยึดหลักการ”

“สิ่งที่พยายามทำคือพาประชาชนไปยึดหลักการไม่ใช่ยึดแกนนำ แกนนำคือสิ่งสมมติ วันหนึ่งหากไม่ซื่อสัตย์กับประชาชน ประชาชนก็ไม่มาร่วมด้วย เพราะฉะนั้นคนจะอยู่จะไปไม่สำคัญ การสิ้นเสรีภาพอาจจะไปเพิ่มพลังในใจประชาชนที่รักประชาธิปไตย อยู่ข้างนอกผมเองก็ทำมาครบทุกอย่างแล้ว แต่ถ้าไปอยู่ข้างในแล้วสามารถปลุกหัวใจประชาชนให้เกิดความตื่นตัวก็เป็นเรื่องที่ดีกว่า”

จากนั้นประธาน นปช.มองทิศทางทางการเมืองในอนาคต หลังจากประกาศใช้ร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติว่า “วันนี้เลือกตั้งเร็ว ชนะก็ปกครองไม่ได้ แม้ว่ารัฐธรรมนูญที่ผ่านมาอาจจะเลวร้ายแต่ก็ยังไม่สู้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ การชนะไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่ยากคือ ชนะแล้วจะปกครองไม่ได้ ถามว่าใครจะเข้าสู่ลานประหาร นายกฯ ยิ่งลักษณ์ 15 คดี นายกฯ สมชายก็ขึ้นศาล นายกฯ ทักษิณก็อยู่ต่างประเทศ ชนะแล้วก็ปกครองไม่ได้ เพราะการสร้างความชิงชังในรอบ 10 ปีนี้มันแรง”

“รัฐธรรมนูญฉบับที่จะประกาศใช้ ไม่ว่านายกฯ คนในหรือคนนอกก็พังทั้งคู่ คนในที่มาจากพรรคการเมืองก็พังด้วยองค์กรอิสระ ส่วนคนนอกก็เจอสภาผู้แทนราษฎร คนนอกถ้าเป็น พล.อ.ประยุทธ์ ท่านพูดโดยไม่มีใครเถียงต่อหน้ามาก่อนหน้านี้ แค่เจอนักข่าวยังไม่ไหวเลย”

“ในสภาผู้แทนราษฎรใครจะมาเกรงใจกัน ลุกขึ้นชี้หน้ากันเลย แบบนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะทนไม่ได้ แต่มันก็อาจจะมีนักการเมืองบางจำพวกว่าถ้ากระแสต่อต้านนายกฯ คนนอกแรง ก็อาจไปเสนอตัวเป็นม้ารับใช้และให้ สว.มายกมือสนับสนุน แต่ก็จะอยู่โดยประชาชนไม่ยอมรับ ซึ่งมันก็ไปไม่ได้อยู่ดี”

ประธาน นปช. มองว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นระเบิดเวลาที่จะสร้างวิกฤตอย่างแรงที่สุด แต่ผมเองว่าในความร้ายก็มีความดีเหมือนกันคือ คนไทยก็จะได้เห็นที่เขามีเรื่องเล่ากันว่า ถ้าไปบอกคนไทยว่าอะไรจะเกิดขึ้น มักจะไม่เชื่อและเกิดแรงต่อต้าน แต่พอเจอแล้วสักพักคงรับรู้รส เวลานี้ไปทำโพลสำรวจก็เปิดประตูให้นายกฯ คนนอก ต้องให้เจอต้องพาไปเจอจุดนั้นจริงๆ

“เราต้องพาประเทศไทยเข้าใจประชาธิปไตยที่เหมือนกัน การเหมือนกันไม่ใช่การเห็นด้วยกันนะ แต่เคารพความแตกต่างกันได้ และเลิกสร้างความชิงชัง เพราะวันนี้มีการสร้างความชิงชังจนเกิดความน่ากลัว ดังนั้นวันนี้ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้ และ คสช.เองไม่ได้พยายามแก้ไข ทั้งที่แต่ละฝ่ายผมคิดว่าพร้อมที่จะมาคุยกันหาทางออกให้กับประเทศ”

“ศูนย์ปรองดอง คณะกรรมการปรองดองของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สถาบันพระปกเกล้า เวลาไปคุยแยกกับแต่ละฝ่ายแยกกันจะพบว่ามีหัวข้อที่เห็นเหมือนเป็นจำนวนมาก เช่น เศรษฐกิจ สังคม การเมือง มีเรื่องที่เห็นต่างกันไม่กี่เรื่องเท่านั้นเอง แต่ผลการศึกษาถูกเก็บเข้าลิ้นชักหมด แม้กระทั่งครั้งล่าสุดที่มาจากศูนย์ปรองดองของทหารและ สปช.”

พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์จะมีโอกาสร่วมกันตั้งรัฐบาลหรือไม่ เพื่อให้นายกฯ มาจากฝ่ายการเมืองแทนที่จะมาจากบุคคลนอกบัญชีพรรคการเมือง? จตุพร ตอบทันทีว่า “แค่เอ่ยมาก็พังแล้ว ในทางการเมือง นักการเมืองก็ยังเป็นนักการเมืองวันยังค่ำ ไม่ได้ข้ามพ้นเพื่อเป็นนักประชาธิปไตย แค่เอาผลประโยชน์เฉพาะหน้าทางการเมือง”

“ทีนี้มีตรรกะอย่างนี้ว่านักการเมืองไหนอยู่กับนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งก็ไม่รู้ว่าพรรคการเมืองตัวเองจะถูกยุบหรือไม่ แต่ถ้าไปเป็นรัฐมนตรีให้กับนายกฯ คนนอกอาจจะปลอดภัยมากกว่า สมมติว่าพรรคการเมืองนี้ได้ 4 ตำแหน่งเท่าเดิม แต่มาเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งก็ดูนายกฯ ยิ่งลักษณ์ สิว่าเป็นอย่างไร กระทรวงก็กระทรวงเดิมแต่ไม่มีความปลอดภัยเลย มีบางพวกที่อุบไต๋แต่ไม่ออกอาการตอนนี้ เพราะถ้าออกอาการตอนนี้ประชาชนจะไม่เลือก”

สุดท้าย จตุพร เชื่อว่า นายกฯภายหลังการเลือกตั้งปี 2560 จะมาจากคนนอกบัญชีพรรคการเมืองและเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ คนปัจจุบัน

“ผมเชื่อว่าในสภาผู้แทนราษฎรจะมีการจับมือกันลับๆ มาก่อน ท้ายที่สุดพรรคเพื่อไทยจะเป็นฝ่ายค้านที่เหลือกลายเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และนายกฯ ในอนาคตจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ แน่นอน ไม่มีทางเป็นคนอื่น เสียงสนับสนุนนายกฯ คนนอกรวมสองสภาจะเกิน 500 คน จากทั้งหมด 750 คน”ประธาน นปช.ทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด อินเตอร์ พบ อาร์เซน่อล ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก วันนี้ 20 ม.ค.69