posttoday
ลาทีโลกแห่งความจริง

ลาทีโลกแห่งความจริง

09 ตุลาคม 2559

เทคโนโลยีเสมือนจริงกำลังก้าวรุดหน้าครั้งใหญ่ แม้เทคโนโลยีดังกล่าวจะมีมานานหลายทศวรรษ

เทคโนโลยีเสมือนจริงกำลังก้าวรุดหน้าครั้งใหญ่ แม้เทคโนโลยีดังกล่าวจะมีมานานหลายทศวรรษ แต่จากนี้ไปผู้ที่ได้สัมผัสเวอร์ชวล เรียลิตี้ จะไม่จำกัดอยู่แค่คอเกมเท่านั้น เราทุกคนจะได้พบปะ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือแม้แต่รับการรักษาจากแพทย์ผ่านเทคโนโลยีเสมือนจริง และนอกจากนี้ เวอร์ชวล เรียลิตี้ ยังสามารถสอนให้เราเข้าใจมากขึ้นด้วยว่าสมองของมนุษย์ทำงานอย่างไร

จากนี้ไปหลายคนจะได้สัมผัสโลกใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน เมื่อผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พากันเปิดตัวแว่นเวอร์ชวล เรียลิตี้ ราคาไม่แพง นอกจากนี้ ปี 2016 ยังถือเป็นปีที่เทคโนโลยีปฏิวัติวงการใหม่ๆ จะก้าวรุดหน้าครั้งสำคัญ โดยผลิตภัณฑ์สุดล้ำเหล่านี้เป็นผลจากความฝันที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบ 200 ปีที่แล้ว

เมื่อปี 1838 ชาร์ลส์ วีตสโตน นักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์ชาวอังกฤษค้นพบว่าตามนุษย์สองข้างเห็นโลกจากมุมมองที่ต่างกันเล็กน้อย และการที่สมองนำภาพที่ตาสองข้างมองเห็นมาเชื่อมต่อเป็นภาพเดียวส่งผลให้ภาพที่เราเห็นมีความลึก วีตสโตนนำการค้นพบดังกล่าวมาประดิษฐ์กล้องดูภาพ 3 มิติ หรือสเตอริโอสโคป (Stereoscope) ซึ่งใช้หลักการที่ว่า ภาพของวัตถุเดียวกัน 2 ภาพที่ต่างกันเล็กน้อยทำให้ผู้สังเกต การณ์มองเห็นภาพ 3 มิตินั่นเอง

สเตอริโอสโคปนับเป็นจุดเริ่มของความเป็นจริงเสมือน ต่อมาในปี 1962 เทคโนโลยีนี้ก็ก้าวเข้าสู่ยุคอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อผู้กำกับภาพชื่อ มอร์ตัน ไฮลิก จดสิทธิบัตรระบบเวอร์ชวล เรียลิตี้ ที่แท้จริงระบบแรกของโลก ซึ่งเริ่มพัฒนามาตั้งแต่กลางทศวรรษ 1950 และตั้งชื่อว่าเซนโซรามา (Sensorama) เครื่องนี้คล้ายกับตู้เกม โดยผู้เล่นจะได้ขี่จักรยานยนต์ไปตามท้องถนนในกรุงนิวยอร์กผ่านจอ 3 มิติ ขณะที่ขี่ก็จะรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากเบาะที่นั่ง แรงลมที่โชยมาปะทะใบหน้า รวมทั้งกลิ่นต่างๆ ไฮลิกวาดภาพไว้ว่าสิ่งประดิษฐ์ของเขาคืออนาคตของวงการภาพยนตร์

แต่เซนโซรามาราคาสูงเกินไป และคุณภาพก็ต่ำเกินไป จึงขายไม่ได้ อุปกรณ์อื่นๆ ที่สร้างด้วยเทคโนโลยีเวอร์ชวล เรียลิตี้ ในช่วงไม่กี่ทศวรรษหลังจากนั้นก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน

VR ถือกำเนิดในปี 1987

หลังเซนโซรามาไม่กี่ปี ไอแวน ซัทเธอร์แลนด์ นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ผู้ได้รับสมญานามว่า “บิดาแห่งเวอร์ชวล เรียลิตี้” ได้เปิดตัว ดิ อัลทิเมต ดิสเพลย์ (The Ultimate Display) มันคือแว่นตา VR รุ่นแรกของโลก ซึ่งเป็นจอแสดงผลแบบสวมศีรษะ ที่ทำงานร่วมกับคอมพิวเตอร์ และเป็นปรากฏการณ์ที่ปูทางให้กับเทคโนโลยี VR ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

ในยุคแรกไม่มีคำเรียกเทคโนโลยี VR อย่างเป็นทางการ จนโปรแกรมเมอร์ชื่อ จารอน เลเนียร์ ใช้คำว่า “Virtual reality” เมื่อปี 1987 จนเป็นที่นิยม ต่อมาเมื่อคอมพิวเตอร์พัฒนามากขึ้น เทคโนโลยี VR ก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นอย่างจริงจังคลื่นเวอร์ชวล เรียลิตี้ ระลอกใหม่

ปี 1991 บริษัท เวอร์ชวลลิตี้ กรุ๊ป แห่งประเทศอังกฤษ เปิดตัวเกม VR สำหรับเล่นในตู้เกม ต่อมาในปี 1993 บริษัท เซกา เปิดตัวหูฟัง SEGA VR ตามออกมา และหลังจากนั้น 2 ปี นินเทนโดก็เข้ามาร่วมวงด้วยตู้เกมเวอร์ชวลบอย 3 มิติ แต่สินค้าเหล่านี้ไม่ติดตลาดดังที่ผู้ผลิตคาดหมาย เพราะคุณภาพของเวอร์ชวล เรียลิตี้ ในสมัยนั้นยังไม่เสมือนจริงสมชื่อ เนื่องจากคอมพิวเตอร์ยังช้าอืดอาด ภาพกราฟฟิกกระตุกบ่อย ประสบการณ์ที่ผู้ใช้ได้รับจึงไม่สมจริงดังใจ

เวลาผ่านไป 20 กว่าปี ในวันนี้เกิดปรากฏการณ์คลื่นเวอร์ชวล เรียลิตี้ ระลอกใหม่ ซึ่งน่าจะทำให้คนส่วนใหญ่อ้าแขนรับประสบการณ์เสมือนจริงเป็นอย่างดี เพราะคอมพิวเตอร์ปี 2016 มีกำลังสูงกว่าในทศวรรษ 1990 มาก เมื่อ 10 ปีที่แล้ว แว่นเวอร์ชวล เรียลิตี้ ความละเอียดสูงสุดที่ผลิตได้นั้นมีความละเอียดเพียง 1,080 พิกเซล จอแสดงผลก็อัพเดทภาพได้เพียง 12 ครั้ง/วินาที

เทียบกันไม่ได้เลยกับ Oculus Rift อุปกรณ์สวมศีรษะที่ทันสมัยที่สุดในขณะนี้ ที่ประกอบด้วยจอภาพ 4K ความละเอียดสูงกว่าเดิมถึง 4 เท่า และมีการอัพเดทภาพถึง 120 ครั้ง/วินาที Oculus Rift วางจำหน่ายในราคา 599 เหรียญสหรัฐ ถ้าเป็นปี 2003 แว่นคุณภาพขนาดนี้จะกินไฟมากพอๆ กับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ และราคาน่าจะสูงกว่านี้ถึงเกือบ 14 เท่าเลยทีเดียว

ลาทีโลกแห่งความจริง ภาพ : http://vrphone.in.th/

 

แว่น VR ในห้องผ่าตัด

เวอร์ชวล เรียลิตี้ ทำให้การผ่าตัดปลอดภัยขึ้น เมื่อผู้ป่วยและแพทย์สวมแว่น VR คนไข้ผ่าตัดสมองยังรู้สึกตัว แต่มองไม่เห็นห้องผ่าตัด เพราะเขาสวมแว่น VR ตลอดเวลาที่แพทย์ทำการผ่าก้อนเนื้อร้ายที่อยู่ใกล้กับศูนย์ควบคุมการมองเห็น

การผ่าตัดดังกล่าวนับเป็นครั้งแรกในวงการแพทย์ และเกิดขึ้นที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในฝรั่งเศส เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยแพทย์ควบคุมสิ่งที่คนไข้เห็น เช่น แสงสว่างจากด้านข้าง รวมทั้งเวลาที่คนไข้เห็นสิ่งนั้นๆ จึงสามารถสังเกตการเชื่อมโยงของเส้นประสาทที่ได้รับผลกระทบจากการผ่าตัด รวมทั้งหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อการมองเห็นของคนไข้อีกด้วย การผ่าตัดโดยใช้เทคโนโลยี VR เข้ามาช่วยนี้ ทำให้ศัลยแพทย์สามารถผ่าก้อนเนื้อในสมอง ที่แต่เดิมแพทย์ไม่กล้าแตะต้อง เพราะเกรงว่าจะเป็นอันตรายกับผู้ป่วย

การวิจัยโดยมหาวิทยาลัยเยลในสหรัฐ ชี้ว่าศัลยแพทย์ได้ประโยชน์มากจากการสวมแว่น VR โดยแพทย์ที่ซ้อมผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีผ่านเทคโนโลยีเสมือนจริงก่อนการผ่าตัดมีโอกาสทำผิดพลาดระหว่างผ่าตัดจริงน้อยกว่าแพทย์ที่ไม่ได้ซ้อมถึง 6 เท่า และยังใช้เวลาน้อยกว่าถึงร้อยละ 29

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน