
เสียงจากนักวิจัย สู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
โดย...สินีนาฎ ทาบึงกาฬ
โดย...สินีนาฎ ทาบึงกาฬ
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินงานโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) มายาวนานกว่า 30 ปี ได้สร้างนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำที่ได้สร้างสรรค์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ในระดับดีเด่นที่เป็นประโยชน์ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมจำนวนมาก ซึ่ง สสวท. ได้ผลักดันงานวิจัยบัณฑิต พสวท. สู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
ศ.ดร.สนอง เอกสิทธิ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บัณฑิต พสวท. ผู้คิดค้นจุฬาสมาร์ทเลนส์ ผู้พัฒนานวัตกรรมซิลเวอร์ นาโน ผู้คิดค้นอุปกรณ์สำหรับงานนิติวิทยาศาสตร์ โดยอธิบายว่าชุดอุปกรณ์กล้องจุลทรรศน์สมาร์ทโฟนที่พัฒนาขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาในการวิจัยของเราที่ต้องถ่ายภาพวัสดุ ถ่ายภาพสิ่งมีชีวิต หรือถ่ายภาพตัวอย่างที่มีการขยายสูงพอสมควร ไม่สูงมากจนถึงกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคป แต่ระดับ 20 เท่า จนถึง 400 เท่า ซึ่งกล้องจุลทรรศน์ตัวใหญ่ไม่สะดวกในการใช้งาน จึงใช้ศักยภาพในการถ่ายรูปของสมาร์ทโฟน ซึ่งมีเทคโนโลยีที่สุดยอดอยู่ข้างใน ตั้งแต่เซ็นเซอร์ วัดความเร็ว GPS วัดอุณหภูมิ วัดความดัน แล้วที่สำคัญคือกล้องมีคุณภาพดีมาก ประกอบกับดิสเพลย์หน้าจอที่ดีมากเช่นกัน มีแอพพลิเคชั่นที่ทำให้เราถ่ายภาพสโลว์โมชั่น วิดีโอก็ได้ ไทม์แล็ป พาโนรามา ก็ได้ ซึ่งสิ่งที่เราทำขึ้นมาคือเปลี่ยนศักยภาพการถ่ายภาพของสมาร์ทโฟนให้เป็นกล้องจุลทรรศน์
ดังนั้น เราจึงพัฒนาชุดจุฬาสมาร์ทเลนส์ขึ้นมาให้มีคุณภาพเพียงพอที่จะถ่ายรูปเม็ดเลือดแดงของมนุษย์ ถ่ายภาพสเปิร์มหรือภาพปรสิต ในการทดลองทางชีววิทยาหรือทดลองทางการแพทย์ทั่วๆ ไป สามารถใช้กล้องจุลทรรศน์สมาร์ทโฟนทดแทนกล้องจุลทรรศน์ในห้องเรียนได้ทันที เพียงแค่หนีบเลนส์เข้าไปกับสมาร์ทโฟน หน้าเลนส์จะอยู่ที่หน้ากล้อง สมาร์ทโฟนตัวนี้จะทำหน้าที่เป็นกล้องจุลทรรศน์เคลื่อนที่ทันที สามารถทำการทดลองหรือการวินิจฉัยที่หลากหลายได้ทุกที่ และในอนาคตทุกโรงเรียนสามารถใช้อุปกรณ์เหล่านี้ทดแทนกล้องจุลทรรศน์ราคาแพง
ในแง่ของผู้ใช้ทั่วไป สามารถประยุกต์ใช้สมาร์ทโฟนไมโครสโคปในการแก้ปัญหาหลายอย่าง เช่น เรื่องของการพิมพ์ งานอุตสาหกรรม งานหล่อ งานเชื่อม งานขึ้นรูป ของกลุ่มปศุสัตว์ใช้ดูความสมบูรณ์ของตัวอ่อน กุ้ง ตัวไหม หม่อนไหม โรคพืชต่างๆ ตัวเพลี้ย แม้กระทั่งอัญมณี ก็สามารถที่จะใช้บันทึกภาพรอยแตก เป็นกล้องตรวจสอบผิวหนัง ดูภูมิแพ้ ดูการอักเสบของโพรงในช่องปาก จมูก หู รูหู หรือแม้กระทั่งตรวจสอบภายใน สำหรับแพทย์ จะมีการพัฒนาต่อไป สำหรับนักวิจัยหรือนักท่องเที่ยวทางทะเลบันทึกภาพใต้น้ำ โดยภาพที่ได้มีคุณภาพสูง ดิสเพลย์บนหน้าจอสามารถโชว์ได้ทันที สามารถแชร์ภาพลงบนอินเทอร์เน็ต เพื่อหาคำวินิจฉัย หรือเพื่อตอบโจทย์งานวิจัย แล้วมีการต่อยอดเชิงพาณิชย์
ศ.ดร.สนอง เล่าต่อไปว่า ถ้าถามเรื่องความสุข มีความสุขมาก เพราะได้ทำในสิ่งที่ชอบ แล้วพิสูจน์ว่าทำได้ ต่อจากนั้นมันไม่จบแค่ว่าทำได้ เพราะเราสามารถพัฒนาในเชิงพาณิชย์ ลดการนำเข้า เทคโนโลยี และในอนาคตก็จะเป็นผู้ส่งออกเทคโนโลยีได้ด้วย “ผมได้ทำในสิ่งที่ผมชอบ มีไอเดีย มีจินตนาการ แล้วก็พิสูจน์ว่าเราสามารถทำได้ เราสามารถพัฒนาต่อยอดอุปกรณ์เหล่านี้ให้กลายเป็นของที่คนอื่นใช้ได้ด้วย เพราะฉะนั้นงานวิจัยของเราจะเป็นงานวิจัยในเชิงพาณิชย์”
จากการทำวิจัยต่อยอดสู่ธุรกิจของ ศ.ดร.สนอง ได้สนับสนุนให้ลูกศิษย์ทำบริษัท สตาร์ทอัพ 2 บริษัท โดยบริษัทแรก ชื่อ บริษัทไพรม์ นาโน เทคโนโลยี ผลิตและจำหน่ายอนุภาคนาโน พร้อมบริการครบวงจร สำหรับภาคเอกชน ภาคการศึกษา หรือภาคการวิจัยในประเทศไทย และตอบโจทย์ตลาดอุตสาหกรรมที่เคยไม่กล้าใช้นาโนเทคโนโลยี เพราะต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้มีราคาสูง แต่ไพรม์ นาโน เทคโนโลยี การันตีว่ามีราคาถูกกว่ามาก แต่มีคุณภาพเทียบเคียงของนำเข้า ทำให้มีลูกค้าสนใจจำนวนไม่น้อย นอกจากนั้นบริษัทยังมีทีมนักวิจัยที่เชี่ยวชาญด้านนาโนเทคโนโลยี เพื่อให้บริการ พัฒนาสูตรการใช้วัสดุนาโนตามความต้องการของลูกค้า ให้คำปรึกษา รวมถึงมีบริการร่วมวิจัยประยุกต์ใช้วัสดุนาโนในการแก้ปัญหาหรือเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์อีกด้วย
บริษัทที่ 2 ที่สนับสนุนให้ลูกศิษย์ดำเนินธุรกิจก็คือ บริษัท เลนส์ แอนด์ สมาร์ท คลาสรูม เป็นบริษัทเพื่อการวิจัยและพัฒนาเชิงวิทยาศาสตร์ การผลิตเครื่องมือทางทัศนศาสตร์และอุปกรณ์การถ่ายภาพ ซึ่งจำหน่ายชุดอุปกรณ์กล้องจุลทรรศน์สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่กำลังพัฒนาต่อเนื่อง
“นอกจากทำงานวิจัย แก้โจทย์วิจัยของเราแล้ว เรายังสามารถผลักดันให้ลูกศิษย์ของเรากลายเป็นผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจนวัตกรรม ซึ่งธุรกิจนี้จะไม่จบในประเทศไทย จะต้องขายในต่างประเทศได้ด้วย เพราะว่าในอนาคตคนไทยจะไม่เป็นเพียงแค่ผู้นำเข้า หรือเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีอย่างเดียว แต่เราต้องเป็นผู้จำหน่ายเทคโนโลยีและสร้างรายได้จากนวัตกรรมครับ”
สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ ความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ระหว่างที่เราเรียนในช่วงตั้งแต่ประถมต้น ประถมปลาย มัธยมต้น มัธยมปลาย จนถึงขั้นมหาวิทยาลัย ยังมีความจำเป็นที่จะต้องเก็บสะสมเอาไว้ เราอาจจะไม่ได้ใช้ความรู้ต่างๆ เหล่านั้น เดี๋ยวนี้ หรือในวันนี้ แต่เมื่อถึงวันที่เราต้องใช้ประโยชน์จากความรู้ที่เราสะสมมาเหล่านี้ในการแก้ปัญหา ความรู้ที่เราเรียนมาจะบอกเราว่าเราจะไปหาที่ไหน แล้วจะแก้ปัญหาอย่างไร เราจะนำเอานวัตกรรม เทคโนโลยี หรือความรู้ต่างๆ มาประกอบกันอย่างไร เพื่อแก้ปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างน้อยเราจึงต้องมีความรู้พื้นฐานก่อน ก่อนที่จะนำไปสู่ความรู้ที่ลึกและ
ซับซ้อนมากขึ้น สามารถใช้นวัตกรรมที่มีอยู่แล้ว นำความรู้ที่อยู่ในอินเทอร์เน็ต ในโลกนี้ มาต่อยอดเพื่อแก้ปัญหาของเราให้ได้ ศ.ดร.สนอง กล่าวทิ้งท้าย







