
อยู่เฉยๆเถอะ
โดย...หงส์แดง
โดย...หงส์แดง
อีกไม่นานประเทศไทยก็จะมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 จะสิ้นผลไป แต่ไม่ได้หมายความว่าแม่น้ำ 5 สาย จะสลายไป
สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เป็นองค์กรที่ได้กลับบ้านก่อนใครเพื่อน เพราะรัฐธรรมนูญให้ต่อเวลาได้เพียง 120 วัน เพื่อจัดทำกฎหมายกำหนดขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ
คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ต่อเวลาขึ้นมาอีกนิดหน่อย โดยต้องทำงานต่อไปจนกว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจะแล้วเสร็จ
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นหนึ่งในองค์กรที่โอกาสอยู่ไปเรื่อยๆ ไปจนถึงการเลือกตั้งเพื่อรอให้มีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาชุดใหม่
ส่วนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) อยู่นานกว่าใคร เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีอำนาจไปจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่
ยิ่งไปกว่านั้น คสช.และ ครม.ยังมีอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์ด้วย ไม่ได้เป็นรัฐบาลรักษาการเหมือนกับรัฐบาลทั่วไปที่อยู่ในระหว่างการเลือกตั้ง
ขีดเส้นใต้คำว่า “มีอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์” รัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ ให้อำนาจสมบูรณ์กับ ครม.และ คสช.ไว้ครบทุกประการ
แปลไทยเป็นไทยคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ยังมีอำนาจใช้มาตรา 44 อยู่นั่นเอง
ตรงนี้แหละที่ทำให้เริ่มมีการพูดกันว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะใช้อำนาจยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ หากเกิดกรณีที่รัฐสภาไม่สามารถเลือกนายกฯ ได้หรือไม่
ต้องยอมรับว่ากระบวนการเลือกนายกฯ ที่ต้องดำเนินการตามคำถามพ่วงในระยะ 5 ปีแรก มีความยุ่งยากพอสมควร
จากเดิมที่เลือกกันในสภากลับต้องมาเลือกกันในที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย สส.และ สว. เสียงที่ใช้การชี้ขาดเลือกนายกฯ คือ 376 เสียงจากสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด 750 คน (สส. 500 คน และ สว. 250 คน)
มองในเชิงทฤษฎีโอกาสที่เสียงของ สส.อย่างเดียวก็น่าจะเพียงพอต่อการตั้งรัฐบาล แต่ในทางปฏิบัติแล้วมีทางเป็นไปได้ยาก
ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ระบบการเลือกตั้ง สส. “จัดสรรปันส่วนผสม” ไม่ได้เอื้อให้พรรคการเมืองมีเสียงข้างมากแบบเด็ดขาด เพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ
เท่ากับว่าการเลือกนายกฯ พรรคการเมืองต้องพึ่งพาเสียง สว.อยู่พอสมควร แถมรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดกรอบเวลาในการเลือกนายกฯ ไว้อีก ยิ่งทำให้การเลือกนายกฯ ทำได้ยากขึ้น
ช่องว่างที่เกิดขึ้นนี้ จึงเริ่มมีการโยนหินมาแล้วว่านายกฯ คนปัจจุบันมีอำนาจยุบสภา เพื่อเลือกตั้งใหม่
เรื่องการมีอำนาจยุบสภาตามกฎหมายนั้นไม่มีใครเถียง แต่เรื่องความชอบธรรมที่จะทำเช่นนั้น มีหรือเปล่า เป็นอีกบริบทหนึ่งที่ต้องคิดให้รอบคอบ
ถ้าจะให้ดีเมื่อมีการเลือกตั้งแล้วก็ควรอยู่เฉยๆ ปล่อยให้ปัญหาการเมืองแก้ด้วยการเมืองเป็นทางออกดีที่สุด







