
รัฐต้องใส่ใจ
สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ของไทย ปัจจุบันอยู่ที่ 81.5% ถือเป็นอัตราที่ยังคงสูงมาก ทั้งนี้อัตราดังกล่าวเป็นหนี้ที่กู้จากธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (นันแบงก์) ซึ่งถือว่าเป็นหนี้ในระบบ
สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ของไทย ปัจจุบันอยู่ที่ 81.5% ถือเป็นอัตราที่ยังคงสูงมาก ทั้งนี้อัตราดังกล่าวเป็นหนี้ที่กู้จากธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (นันแบงก์) ซึ่งถือว่าเป็นหนี้ในระบบ
อย่างไรก็ดี หากนำเอาหนี้นอกระบบที่กระทรวงการคลังรายงานคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา พบว่าขณะนี้มีลูกหนี้นอกระบบอยู่ 1.185 ล้านคน คิดเป็นมูลหนี้รวม 123,240 ล้านบาท หากนำเอาหนี้นอกระบบรวมกับหนี้ในระบบแล้ว สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีอาจจะสูงเกิน 100% ของจีดีพีก็เป็นได้
บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต เปิดเผยรายงานความมั่งคั่งทั่วโลกของกลุ่ม อลิอันซ์ เยอรมนี ระบุว่า ขณะที่ประเทศไทยประสบภาวะหนี้ภาคครัวเรือนพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะการเติบโตของหนี้สินภาคครัวเรือนมีอัตราสูงกว่าการเติบโตของสินทรัพย์ โดยเงินฝากและสินทรัพย์ รวมถึงประกันชีวิตและกองทุนบำเหน็จบำนาญเพิ่มขึ้นน้อยกว่า 2% และสินทรัพย์ในหลักทรัพย์ลดลง 10% เนื่องจากตลาดหุ้นไทยร่วงหนัก หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับอัตราส่วนสินทรัพย์ต่อจีดีพีปรับตัว เพิ่มขึ้นจาก 107.9% ในปี 2548 เป็น 119.2% ณ สิ้นปี 2558 ส่งผลให้ภาคครัวเรือนไทยมีอัตราส่วนสินทรัพย์ต่อหนี้สิน
เลวร้ายที่สุดจากทุกประเทศในแถบเอเชีย
ดังนั้น เมื่อรัฐบาลได้ออกมาตรการแก้ไขหนี้นอกระบบอย่างยั่งยืน คือ แก้ไขหนี้เสียไปแล้วไม่ให้กลับมาเป็นหนี้อีกก็ได้รับการขานรับที่ดี มาตรการสำคัญคือการเปิดให้เจ้าหนี้นอกระบบมาจดทะบียนตั้งบริษัท เพื่อให้คิดดอกเบี้ยตามกฎหมาย ไม่ให้ขูดรีดและทวงหนี้โหดกับลูกหนี้ หากพบว่ามีการคิดดอกเบี้ยโหดก็จะใช้กฎหมายจัดการขั้นเด็ดขาด
สำหรับมาตรการที่ให้แบงก์รัฐอย่างธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตั้งหน่วยงานแก้หนี้นอกระบบ แยกจากโครงสร้างปกติและให้แยกบัญชีตามนโยบายรัฐ หากแบงก์รัฐได้รับความเสียหาย รัฐบาลก็จะชดเชยให้นั้นก็เป็นการนำเอาความเสี่ยงไปให้กับแบงก์รัฐ ซึ่งจะเป็นปัญหาในอนาคตหากหน่วยงานนี้เกิดหนี้เสียจำนวนมาก
ความตั้งใจของรัฐที่จะแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนให้คนกลุ่มฐานรากและหนี้ครูนั้นเป็นความพยายามที่มีมานานหลายรัฐบาล แต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จ แก้ไขหนี้ให้ไปแล้วไม่นานก็กลับมาเป็นหนี้เสียอีก วนเวียนไม่สิ้นสุด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการจัดการกับเจ้าหนี้นอกระบบไม่เด็ดขาด หากผู้มีหน้าที่ไม่จัดการตามกฎหมาย ปล่อยให้มาเฟียท้องถิ่นเบ่งบานโดยไม่มีใครทำอะไรได้ ก็จะไม่มีเจ้าหนี้รายใดไปจดทะเบียน เพราะต้องเสียภาษี ทวงหนี้รุนแรงก็ไม่ได้
แนวทางการแก้ไขหนี้อย่างยั่งยืนที่สุด คือการให้ความรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายเงิน ปรับทัศนคติเสียใหม่ ทำบัญชีครัวเรือนเพื่อให้รู้ว่าสิ่งใดที่ควรใช้จ่ายหรือสิ่งใดที่ไม่จำเป็น รู้จักเปรียบเทียบหาผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากเงินกับธนาคาร รู้จักความเสี่ยง และมีภูมิคุ้มกันไม่ให้ถูกหลอกลวงทางการเงินได้ง่าย การให้ความรู้แก่ครัวเรือนนั้นต้องทำอย่างต่อเนื่องและติดตามผล ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับรัฐบาลหากต้องการผลักดันการแก้ไขหนี้ให้ยั่งยืน







