
กระตุ้นเอกชนลงทุนไม่ขึ้น เศรษฐกิจโลกไม่เอื้อ
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
ความพยายามของรัฐบาลในการผลักดันประเทศไทยเข้าสู่การพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 ด้วยการวางนโยบายการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีขั้นสูงขึ้น ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านร่างกฎหมายการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ออกมา โดยให้สิทธิประโยชน์มากมาย แต่ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา การค้าโลกที่หดตัว ทำให้ความเป็นไปได้ที่ต่างชาติจะมาลงทุนมีโอกาสน้อยลง นอกจากว่ารัฐบาลจะมีนโยบายเชิงรุกในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ก่อนหน้านี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) แม้จะคงการคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ 3.1% แต่ก็มีการปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐ ที่เป็นตลาดหลักของการส่งออกของไทย ลงถึง 0.6% สู่ระดับ 1.6% ในปีนี้ และลดลง 0.3% สู่ระดับ 2.2% ในปีหน้า หลังจากที่มีการขยายตัว 2.6% ในปีที่แล้ว
ขณะที่ องค์การการค้าโลก (WTO) ออกรายงานล่าสุด คาดการณ์ว่า การค้าโลกในปีนี้จะขยายตัวเพียง 1.7% จากที่เคยคาดก่อนหน้านี้ว่า จะขยายตัว 2.8% และนับเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปีที่การค้าโลกขยายตัวต่ำกว่าเศรษฐกิจโลกที่คาดว่า จะขยายตัว 2.2% ที่สำคัญคือ WTO ยังปรับลดการขยายตัวการค้าโลกปีหน้าด้วยว่า จะขยายตัว 1.8-3.1% ลดลงจากที่เคยคาดว่าจะขยายตัวถึง 3.6%
นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกในระยะต่อไปยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงอีกอย่าง ที่มีการจับตามากที่สุด คือกรณีเบร็กซิต เพราะเพียงแค่นายกรัฐมนตรีอังกฤษประกาศกระบวนการถอนตัวออกจากอียูจะเริ่มเป็นทางการก่อนสิ้นเดือนมี.ค. ค่าเงินปอนด์ก็อ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบ 31 ปีทันที จากความกังวลว่าการถอนตัวครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษกับอียู ซึ่งถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอังกฤษ
ขณะเดียวกัน ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐก็ถูกจับจ้องทั้งผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี ที่มีขึ้นในเดือน พ.ย.นี้ ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางการค้า การลงทุนของโลก จากนโยบายที่ต่างกันคนละขั้วของผู้สมัครรับเลือกตั้ง
นอกจากภาวะที่การค้าการลงทุนทั่วโลก ที่ยังตกอยู่ภาวะสับสนไม่แน่นอน ยากต่อการตัดสินใจขยายกิจการหรือการลงทุนของนักลงทุนต่างชาิตแล้ว การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่ไทยต้องการให้เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกเครื่องยนต์หนึ่งก็อาจจะไม่ใช่แค่เพียงการให้สิทธิประโยชน์เพียงอย่างเดียว
อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ให้ความเห็นว่า ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนในเขตเศรษฐกิจตามแนวชายแดน แต่จะเห็นได้ว่า นักลงทุนให้ความสนใจไม่มาก และยังเป็นการลงทุนเดิมๆ ที่ยังใช้แรงงานเข้มข้น ไม่ได้เป็นการลงทุนที่มีการยกระดับอุตสาหกรรมให้ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงขึ้น
แต่สำหรับการให้สิทธิประโยชน์การลงทุนชุดใหม่ หรืออีอีซี นั้น แม้จะมีความหวังมากกว่ากรณีแรก โดยมีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงถึง 15 ปี หรือให้เช่าที่ดินได้ถึง 99 ปี หรือความสะดวกด้านโลจิสติกส์ แต่การสนับสนุนการลงทุนที่ถือว่าตกยุค หรือซันเซต อินดัสทรี (Sunset Industry) ก็ไม่มีประโยชน์ แม้จะมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีมากมายก็ไม่จูงใจให้เกิดการลงทุนได้
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมที่นำไปสู่ประเทศไทย 4.0 นั้น ไม่ได้มีเฉพาะในไทยที่ให้การสนับสนุนเท่านั้น แต่หลายประเทศทั่้วโลกต่างสนับสนุนและพยายามออกมาตรการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ปัญหาคือ สิทธิประโยชน์ของไทยแข่งขันกับต่างประเทศได้หรือไม่
หากพิจารณาการให้สิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดการลงทุนในประเทศอื่นๆ จะพบว่า ไม่ได้เป็นการให้สิทธิประโยชน์แบบเหวี่ยงแห คือ จะไม่มีการประกาศออกไปว่าจะลดภาษี 10 ปี ให้เช่าที่ดิน 99 ปี แล้วรอให้นักลงทุนมาติดต่อ ใครเข้ามาจะได้หมด
อมรเทพ ยกตัวอย่างประเทศที่ปฏิวัติไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 อย่างไต้หวัน หรือเกาหลีใต้ จะทำนโยบายเชิงรุก ด้วยการกำหนดเป้าหมายกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมขั้นสูงที่แต่ละประเทศต้องการ และรัฐบาลจะไปคุยกับบริษัทเหล่านั้นเป็นรายๆ ไปเพื่อเสนอสิทธิประโยชน์ที่จะให้ได้ และโน้มน้าวให้แต่ละบริษัทเหล่านั้นมาลงทุนในไทย หรือถ้ายังไม่มาจริงๆ ก็จะเจรจาต่อรองเพิ่มสิทธิประโยชน์ได้
นอกจากนี้ การดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ยังต้องทำให้เกิดการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยให้เอสเอ็มอีเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่ของการผลิตด้วย เพื่อให้เอสเอ็มอีของไทยได้ประโยชน์จากการปรับตัวของอุตสาหกรรมของประเทศอีกด้วย
แม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะมีความตั้งใจในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อวางพื้นฐานการเติบโตในอนาคต แต่ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่เอื้อต่อการลงทุนใหม่ๆ ประกอบกับหากรัฐบาลยังไม่ปรับกระบวนการ วิธีการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้ทันการณ์แล้ว ก็คงยากที่จะหวังให้มาตรการต่างๆ ออกมาเป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้







