
ใช้ภาษีบาปตั้งกองทุน ดูแลคนชรา
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า สถานการณ์ประชากรไทยมีผู้ที่อายุเกิน 60 ปี ในปัจจุบันประเทศไทยมีกว่า 11 ล้านคน และอีก 20 ปีข้างหน้า คาดว่าจะเพิ่มเป็น 20 ล้านคน หรือคิดเป็น 30% ของจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศ
นอกจากนี้ ยังคาดการณ์กันว่าในปี 2560 ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุที่อยู่ติดบ้าน และเป็นผู้ป่วยติดเตียง ประมาณ 3.7 แสนคน และภายในปี 2580 จะมีเพิ่มมากถึง 8.3 แสนคน
ขณะที่ค่าใช้จ่ายการดูแลผู้สูงอายุ อาทิ ค่าจ้าง ผู้ดูแล ค่าอุปกรณ์ของใช้ที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุปี 2560 จะสูงถึง 5.9 หมื่นล้านบาท และภายในปี 2580 จะสูงเกือบ 2 แสนล้านบาท มองว่าเรื่องค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นหน้าที่รัฐบาลในการดูแล
ทั้งนี้ หากรวมรัฐสวัสดิการอื่นๆ ในการดูแลสุขภาพของประชาชนในอนาคต ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นมากอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงได้มี
นโยบายให้กระทรวงการคลังไปศึกษาจัดโครงสร้างระบบการออมใหม่เพื่อรับมือสังคมคนชรา ที่ประเทศไทยมีอัตราการออมระยะยาวต่ำมาก คนไทยยังแก่ไม่พอกินจำนวนมาก ซึ่งสิ่งที่คลังจะต้องดำเนินการคือการวางรากฐานการออมภาคบังคับให้มากขึ้น
หนึ่งในนโยบายมีการให้ตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) โดยจะบังคับให้นายจ้างตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยจะต้องมีการพิจารณาร่วมไปกับการแก้ปัญหากองทุนประกันสังคมที่มีแผนจะเก็บเงินสมทบเพิ่ม เพื่อให้กองทุนมีความมั่นคง ซึ่งจะต้องมีการหารือระหว่างกระทรวงการคลังและกระทรวงแรงงาน เพื่อไม่ให้มีการเก็บเงินสมทบจากลูกจ้างมากเกินไป
นอกจากนี้ ยังคิดจะให้มีการตั้งกองทุนดูแลผู้สูงอายุขึ้น โดยกองทุนนี้ มีหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุ เช่น การสร้างที่อยู่อาศัยให้อย่างเหมาะสม การจ่ายเบี้ยยังชีพให้เพียงพอ ซึ่งจะใช้เงินจากกองทุนที่ตั้งขึ้น
แนวคิดดังกล่าวนี้ ได้มีมาประมาณ 2-3 ปีแล้ว ทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) รับหน้าที่เป็นผู้ศึกษาถึงความเป็นไปได้ว่าจะจัดตั้งกองทุนอย่างไร โดยเบื้องต้นรัฐบาลอยากให้นำเอาเงินภาษีบาปมาใช้เป็นทุนประเดิมก่อตั้ง และสมทบเงินเข้ามาให้เหมือนกองทุนอื่น เช่น กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ได้รับเงินจากภาษีบาปปีละ 2% หรือประมาณ 4,000 ล้านบาท รวมเป็น 8,000 ล้านบาท และยังมีสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสที่ได้เงินจากภาษีบาปปีละ 1.5% แต่ไม่เกิน 2,000 ล้านบาท
กฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.เร่งศึกษาตั้งกองทุนคนชราตามนโยบายรัฐบาล โดยคาดว่าจะต้องใช้เงินจากการเก็บภาษีบาปจ่ายโดยตรงให้กับกองทุนคนชราที่จะตั้งขึ้น แต่ยังไม่ได้พิจารณาว่าจะจัดส่งให้อัตราเท่าไหร่ เพราะต้องดูความต้องการใช้เงินอีกครั้ง
หากว่ากันตามหลักการ การตั้งกองทุนดูแลคนชรา ทางกระทรวงการคลังเองก็อยากให้รัฐบาลใช้เงินจากการของบประมาณปกติ เพราะมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ทำให้ไม่เสียวินัยการเงินการคลังของประเทศ
ที่ผ่านมาการใช้เงินจากภาษีบาปเพื่อไปตั้งกองทุนต่างๆ หลายกองทุน โดยที่มีการออกกฎหมายพิเศษขึ้นมาจัดเก็บ ซึ่งหน่วยงานที่ออกกฎหมายเป็นหน่วยงานที่ไม่ใช่กระทรวงการคลัง ซึ่งไม่ถูกหลักวินัยการเงินการคลัง เพราะเรื่องการเก็บภาษีควรเป็นกฎหมายที่ออกโดยกระทรวงการคลังไม่ใช่หน่วยงานอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดูแลเรื่องการเก็บภาษี
ปัญหาที่กระทรวงการคลังเป็นห่วงมากตอนนี้ว่า หากให้มีการตั้งกองทุนเพื่อเก็บเงินจากภาษีบาปขึ้นมาอีก ในอนาคตก็จะมีหน่วยงานต่างๆ ขอมาเรื่อยไม่หยุด เพราะเห็นว่าทำได้ง่าย ออกกฎหมายครั้งเดียวก็มีเงินใช้ได้ตลอด ต่างจากการขอเงินจากงบประมาณที่ต้องทำเรื่องทุกปี ซึ่งอาจจะไม่ได้เท่ากันทุกปี หรือได้เงินปีละไม่กี่ร้อยล้านบาท ไม่ใช่เป็นหลักพันล้านบาทเหมือนปัจจุบัน
นอกจากนี้ คลังยังเป็นห่วงว่า เงินที่หน่วยงานได้ไปมีจำนวนมากเกินความจำเป็น และมีการใช้จ่ายที่คุ้มค่าหรือไม่ ไม่ใช่ตั้งโครงการเพื่อใช้เงินที่ได้รับมาจำนวนมากๆ ให้หมดไปเท่านั้น เรื่องนี้ได้มีการสั่งการให้ สศค.ลงไปดูว่าหน่วยงานที่ได้รับเงินไปมีการไปใช้จ่ายและใช้หมดหรือไม่ หากมีเงินมากเกินไปก็ควรลดการเก็บเงินลง เพื่อรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศ ที่ปัจจุบันการเก็บภาษีมีปัญหาต่ำกว่าเป้า ทั้งเศรษฐกิจไม่ดี การเก็บภาษียังมีประสิทธิภาพน้อย มีการรั่วไหลอยู่มาก
สัญญาณที่กระทรวงการคลังส่งถึงรัฐบาลถือเป็นเรื่องใหญ่ เพื่อป้องกันไม่ให้การออกนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลมากระทบฐานะการคลังของประเทศในระยะยาว
อย่างไรก็ดี ขณะนี้รัฐบาลได้เดินหน้าปฏิรูปภาษีต่อจะได้มีเงินมาดูแล ซึ่งเป็นแนวทางที่ยั่งยืนในการหาเงินมาพัฒนาประเทศด้านต่างๆ แต่ในช่วงแรกของการตั้งกองทุนคงไม่แคล้วใช้เงินภาษีบาปมาดูแลคนแก่เป็นแน่แท้







