
สั่งไล่รีดภาษีชิปปิ้ง
ศุลกากรลุยตรวจเข้มกลุ่มเสี่ยงหมื่นราย ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 1.2 แสนล้าน
ศุลกากรลุยตรวจเข้มกลุ่มเสี่ยงหมื่นราย ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 1.2 แสนล้าน
กรมศุลฯ เล็งตรวจสอบภาษีกลุ่มชิปปิ้งหมื่นราย ผู้ส่งออกกลุ่มเสี่ยงกว่า 100 ราย ตั้งเป้ารีด 1.25 แสนล้าน
นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้กับเจ้าหน้าที่ว่า ปีนี้กรมศุลกากรจะเน้น 2 เรื่อง คือ อุดรอยรั่วไหล กับต่อต้านคอร์รัปชั่น โดยให้เป็นปีแห่งการปฏิรูปกระบวนการทำงาน
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้ออกประกาศระเบียบการดูแลตัวแทนออกของ หรือ ชิปปิ้ง เพื่อป้องกันการทุจริต หากตรวจสอบพบชิปปิ้งปลอมแปลงเอกสารเพื่อสำแดงราคาสินค้าต่ำกว่าทุน ปลอมแปลงเอกสารเพื่อขอรับการส่งเสริมการส่งออก หรือเรียกขอรับเงินใต้โต๊ะจากผู้ประกอบการ และอ้างว่าเอามาให้เจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากร หากตรวจแล้วพบว่ามีความผิดจริงจะสั่งหยุดงดการออกของ 30 วัน
“หากพบว่ายังกระทำผิดซ้ำอีกจะถูกยกเลิกใบอนุญาต และขึ้นทะเบียนห้ามทำธุรกรรมกับกรมฯ ตลอดไป และจะเข้าไปดูว่าเป็นการออกของให้บริษัทใด และใครเป็นผู้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทชิปปิ้งดังกล่าว” นายกุลิศ กล่าว
นอกจากนี้ ได้สั่งการให้ทำฐานข้อมูลเอกชนรายใหญ่ 15-16 ราย ที่มียอดการชำระภาษีมากกว่า 500 ล้านบาทขึ้นไป บริษัทที่มียอดชำระภาษีตั้งแต่ 50-500 ล้านบาท มี 165 บริษัท บริษัทที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่คาดว่ามีมากกว่า 100 บริษัท เช่น บริษัทที่มีการนำเข้าสินค้าลิขสิทธิ์ บริษัทที่มีทุนจดทะเบียนต่ำแต่มียอดการนำเข้าสูงๆ จะจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูล เพื่อตรวจสอบการเสียภาษีแบบพิเศษ
อีกทั้งจะทำฐานข้อมูลบริษัทชิปปิ้งที่มีอยู่กว่า 1 หมื่นบริษัทที่ส่วนใหญ่เป็นบุคคลธรรมดา ในจำนวนนี้มีเพียง 1 ใน 3 ราย ที่มีรายชื่ออยู่ในสมาคมตัวแทนออกของรับอนุญาต เพื่อป้องกันการทำผิดแล้วก็เปิดบริษัทใหม่มาทำธุรกรรมอีก สำหรับเจ้าหน้าที่หากพบกระทำผิดจะสั่งย้ายด่วนภายใน 24 ชั่วโมง และส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบต่อไป
นายกุลิศ กล่าวอีกว่า ได้เร่งรัดการจัดเก็บรายได้ตามเป้าหมายที่ 1.25 แสนล้านบาท สำหรับแผนการจัดเก็บรายได้ปีนี้ กำหนดเป้าหมายจัดเก็บภาษีให้เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บให้สูงขึ้น โดยเฉพาะในสินค้า 8 รายการที่เป็นรายได้หลักกว่า 90% ของกรมฯ ได้แก่ ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร เวชภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เหล็ก เหล็ก พลาสติก และสินค้าเกษตร โดยจะติดตามผลทุก 2 สัปดาห์ ตั้งทีมประเมินการจัดเก็บทุกเดือน







