
คนไทยก็เป็นอย่างนี้
“ที่บ้านเมืองไม่เจริญเพราะคนไทยเป็นอย่างนี้” ผู้เขียนมักจะหงุดหงิดทุกครั้งที่ได้ฟังคำคำนี้ และจะรู้สึก “เดือด”
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
“ที่บ้านเมืองไม่เจริญเพราะคนไทยเป็นอย่างนี้”
ผู้เขียนมักจะหงุดหงิดทุกครั้งที่ได้ฟังคำคำนี้ และจะรู้สึก “เดือด” มากขึ้นเมื่อได้ยินประโยคที่ว่า “บ้านอื่นเมืองอื่นเขาไม่เป็นเหมือนเรา เขาจึงเจริญจนเราตามไม่ทัน”
หลักสูตรการศึกษาของไทยในยุคกึ่งพุทธกาล ถ้าใครเรียนอยู่ในยุคนั้น (และน่าจะใช้กรอบแนวคิดนี้สั่งสอนเด็กนักเรียนมาจนถึงปัจจุบัน) ก็จะเจอคำสอนในประโยคข้างต้นอยู่ตลอดเวลา ภาษาวิชาการเรียกแนวคิดนี้ว่า “ทันสมัยนิยม” หรือ “Modernization” หมายถึงการสร้างประเทศชาติให้ทันสมัยตามแนวทางของประเทศที่เป็น “แม่แบบ” ซึ่งก็คือประเทศตะวันตกหรือฝรั่ง โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา
ในยุคนี้เช่นกันที่ฝรั่งเรียกว่า Post World War II หรือ “หลังสงครามโลกครั้งที่ 2” สหรัฐอเมริกาได้ทำตัวเป็น “เจ้าโลก” ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
กล่าวคือในทางการเมืองก็ทำตัวเป็น “ตำรวจโลก” หรือผู้รักษาความสงบให้กับนานาชาติ ซึ่งอาจจะเป็นด้วยอานิสงส์จากชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สหรัฐอเมริกาได้อ้างสิทธินี้เหนือนานาชาติ ด้วยความรู้สึกว่าตัวเองได้ “กอบกู้โลก” สหรัฐจึงมีอิทธิพลมากในระบบโลก โดยเฉพาะในองค์การสหประชาชาติที่สหรัฐถือว่าตนคือ “พี่เบิ้ม” หรืออภิมหาอำนาจของโลก โดยได้ใช้องค์การนี้ครอบงำโลกทั้งโลก
ในทางเศรษฐกิจ สหรัฐก็ใช้นโยบาย “หว่านเงิน” ภายใต้แผนการมาร์แชล เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศที่ได้รับภัยจากสงครามโลกครั้งที่ 2 นัยว่าเพื่อ “ฟื้นฟูเศรษฐกิจ” แต่กลับแฝงไวด้วยแนวคิดการล่าอาณานิคมสมัยใหม่ หรือจักรวรรดินิยมใหม่ ที่รวมเรียกว่า “ลัทธิการพึ่งพา” คือเอาความช่วยเหลือมาแสวงหาลิ่วล้อบริวาร อย่างที่มีการใช้ศัพท์แรงๆ เรียกประเทศบริวารของสหรัฐนี้ว่า Under Dog (สุนัขรับใช้)
ในทางสังคม สหรัฐได้ใช้ “มาตรฐานทางสังคมใหม่” คือการถ่ายทอดแบบแผนของการใช้ชีวิต ที่เรียกว่ารสนิยมบ้าง การดำรงชีพบ้าง ในรูปแบบของความหรูหรา ทันสมัย และ “ไฮเทค” รวมถึงภาพยนตร์ เพลง และความบันเทิง อย่างที่เรียกว่า “สังคมฮอลลีวู้ด” รวมถึงการนำเสนอถึงความมีเสรีภาพในสังคมอเมริกัน ทั้งนี้ก็เพื่อ “เพาะเชื้อทางวัฒนธรรม” ให้เกิดความคลั่งไคล้และดำเนินชีวิตตามแบบคนอเมริกันนี้
ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่เป็น “เหยื่อ” ของสหรัฐ โดยได้เข้าร่วมในแผนการต่างๆ เหล่านี้ทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจ เช่น การร่วมเป็นพันธมิตรทางทหารกับสหรัฐ เพื่อแลกความช่วยเหลือในการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ (อันเป็นต้นแบบของการคอร์รัปชั่นในวงการทหารและข้าราชการ) การตั้งกระทรวงพัฒนาการ (ต่อมาก็ปรับเป็นคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) เพื่อจัดทำแผนพัฒนาฯ (ที่ยังคงทำมาถึงปัจจุบันเป็นฉบับที่ 12 แล้ว) หรือการรับเอาเข้ามาในเรื่องดนตรี ภาพยนตร์ และแฟชั่น ตามแบบอเมริกัน อันเป็นที่คลั่งไคล้ของคนไทยในยุค “ฟิฟตี้” จนถึงยุค “เอจตี้” (ค.ศ. 1950-1980)
ในยุคที่คนไทยเป็น “อเมริกันฟีเวอร์” ก็มีการเกิดขึ้นของ “แจแปนนีสฟีเวอร์” คือการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคมจากประเทศญี่ปุ่น (เนื่องจากญี่ปุ่นถูกสหรัฐ “จำกัด” สิทธิอำนาจทางการเมืองไว้ ญี่ปุ่นจึงไม่ได้แสดงพลังอำนาจดังกล่าวโดยตรง แต่อาศัยการครอบงำทางเศรษฐกิจและสังคมแสดงบทบาทนั้นแทน) ประเทศไทยก็ตกเป็น “เหยื่อ” ของญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน ดังเช่นเราเห็นการบริโภคสินค้าญี่ปุ่นของคนไทยที่แทรกซึมเข้าไปถึงก้นครัวและท้องนาท้องไร่ (กระทั่งเกิดการรณรงค์ต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นขึ้นในปี 2515 อันส่งผลต่อเนื่องการโค่นล้มเผด็จการทหารในวันที่ 14 ต.ค. 2516 นั้นด้วย) การคลั่งไคล้การ์ตูนญี่ปุ่นของเด็กไทยยุค “เซเวนตี้” (ค.ศ. 1960-1970) ซึ่งผู้เขียนและคนไทยจำนวนมากที่เป็นเด็กอยู่ในยุคหลังกึ่งพุทธกาลก็ได้รับอิทธิพลในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
ถ้าหากจะยกตัวอย่างที่ใกล้ตัวของคนไทยในยุคนี้ให้เห็นถึงความเป็น “ทันสมัยนิยม”ดังกล่าวก็คือ “ลัทธิ K-Pop” หรือ “เกาหลีฟีเวอร์” ที่คนไทย (วัยรุ่น) คลั่งไคล้นักร้องนักดนตรีจากเกาหลี หรือคนไทย (วัยสูงอายุขึ้นมาหน่อย) คลั่งไคล้ภาพยนตร์ซีรี่ส์จากเกาหลีนั่นเองโชคดีที่เกาหลีไม่ได้คิด “เหิมเกริม” ที่จะมีอำนาจทางการเมืองการทหารเหมือนสหรัฐ ในขณะเดียวกันก็พยายามแทรกซึมโดยไม่ “ทำกร่าง” เหมือนสหรัฐและญี่ปุ่นที่พยายามจะครอบงำทางเศรษฐกิจในนานาชาติ ซึ่งก็ได้ทำให้เกาหลี “ผงาด” ขึ้นมาโดย 2 พี่เบิ้มนี้ไม่ทันระวังตัวรวมถึงประเทศและกลุ่มประเทศอื่นๆ โดยที่สินค้าเกาหลีได้กลายเป็น “อาวุธ” ที่ทำให้ทั้งโลกตะลึงงัน
ผู้เขียนขอค้านว่า “คนไทยไม่ได้เป็นอย่างนี้” แต่เป็นเพราะชาติต่างๆ “พยายาม” ที่จะดำเนินนโยบายต่างๆ เข้ามาครอบงำคนไทย ทั้งในฐานะลิ่วล้อบริวารในยุค “สหรัฐครองโลก” และในฐานะ “ผู้สื่อ-ผู้เสพ” ในยุคเศรษฐีใหม่อย่างญี่ปุ่นและเกาหลีครองตลาด เพียงแต่คนไทยเป็นคนที่มีพลัง “ซึมซับ” สูง คือมีความอ่อนน้อมผ่อนปรนหรือยอมรับเอาเข้ามาซึ่งวัฒนธรรมต่างๆ ได้โดยง่าย (อย่างที่เรารับเอาทั้งวัฒนธรรมของอินเดียมาแต่โบราณ ผสมผสานเข้าวัฒนธรรมของจีนในยุคสุโขทัยและอยุธยา หรือการรับเอาเข้ามาของวัฒนธรรมยุโรปในสมัยรัตนโกสินทร์) แต่ก็ไม่ได้มีเพียงประเทศไทยที่ถูกอิทธิพลของชาติเหล่านี้มา “คุกคาม-ครอบงำ” แต่เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นและเป็นไปทั่วโลกมาโดยตลอด
ถ้าจะตำหนิคนไทยก็อาจจะพูดได้แต่เพียงว่า “คนไทยนี้ดีเกินไป”







