
โอเปกลดผลิตครั้งแรกรอบ8ปี หวั่นแค่ซื้อเวลาดันราคาน้ำมัน
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
นับเป็นการสร้างความประหลาดใจให้กับตลาดเป็นอย่างมาก หลังกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) ได้ข้อตกลงร่วมกันวางแผนปรับลดการผลิตน้ำมันลงจากระดับ 33.47 ล้านบาร์เรล/วัน เมื่อเดือน ส.ค. เป็น 32.5-33 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งนับเป็นการประกาศลดกำลังการผลิตเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเมื่อวานนี้พุ่งขึ้นไปถึง 6% หลังการประกาศและพาให้หุ้นของกลุ่มพลังงานนำตลาดหุ้นขึ้นทั่วเอเชียด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวนั้นยังต้องมีการอนุมัติอีกครั้งในเดือน พ.ย. ซึ่งถือเป็นการประชุมอย่างเป็นทางการของกลุ่มโอเปก ขณะเดียวกัน การลดลงดังกล่าวยังน้อยกว่าระดับที่นักวิเคราะห์ชี้ว่าได้ผลต่อตลาด รวมถึงข้อตกลงดังกล่าวยังไม่ได้ชี้ชัดในรายละเอียดว่าประเทศใดจะลดปริมาณการผลิตเท่าใดบ้าง จึงมีการมองกันว่าอาจเป็นเพียงการ “ซื้อเวลา” ออกไประยะหนึ่งเท่านั้น
“ข้อตกลงอันใหม่นี้ยังเป็นแค่การซื้อเวลาเท่านั้น” เอ็ด มอร์ซ นักวิเคราะห์ของซิตี้กรุ๊ป มอร์ซ กล่าว และระบุว่า การแบ่งสัดส่วนกำลังการผลิตที่จะลดจะเป็นความขัดแย้งหลักในการประชุมอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 พ.ย.
ตามประวัติศาสตร์ของโอเปกที่ผ่านมา ไม่แปลกใจที่นักวิเคราะห์จะมองในด้านลบและไม่วางใจโอเปกมากนัก หลังเปลี่ยนท่าทีมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่การยกเลิกเพดานการผลิตน้ำมันในเดือน พ.ย. 2014 โดยการประชุมคงกำลังการผลิต ณ กรุงโดฮา ที่ล้มเหลวไม่เป็นท่าเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา จากการตกลงกันไม่ได้ระหว่างซาอุดิอาระเบียและอิหร่าน ซึ่งต่างเป็นคู่แข่งด้านการแผ่อิทธิพลทางศาสนาและการเมืองมาอย่างยาวนาน
แม้ในครั้งนี้ซาอุดิอาระเบียจะยอมถึงขั้นเปิดช่องอย่างไม่เป็นทางการให้ “อิหร่าน” รวมถึงไนจีเรียและลิเบีย อาจไม่ต้องร่วมวงจำกัดการผลิตกับประเทศส่วนใหญ่ในโอเปก อย่างไรก็ตาม
นักวิเคราะห์ยังมองว่า ปัญหาด้านการตกลงกำลังการผลิตยังไม่คลี่คลายอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากระดับการผลิตที่อิหร่านต้องการ และระดับที่จะสร้างความพอใจให้กับสมาชิกโอเปกรายอื่นยังไม่แน่ชัด
อิหร่านยืนยันมาโดยตลอดว่า ต้องการผลิตน้ำมันให้กลับไปสู่จุดเดิมก่อนการถูกคว่ำบาตรเมื่อปี 2012 ซึ่งอยู่ระดับมากกว่า 4 ล้านบาร์เรล/วัน และในการผลิตเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา อิหร่านสามารถผลิตน้ำมันได้มากกว่า 3.5 ล้านบาร์เรล/วัน แต่ยังคงน้อยกว่าจุดสูงสุดที่อิหร่านสามารถผลิตได้ในช่วงปี 1976-1977 ที่ 6 ล้านบาร์เรล/วัน ในขณะที่ผู้ผลิตรายอื่นในโอเปกอย่างซาอุดิอาระเบียทำลายสถิติเดิมของตัวเองไปแล้ว
“โอเปกกำลังมาถูกทางแล้ว แต่เรื่องยังไม่จบ หากว่าสมาชิกคนไหนจะปรับลดเท่าไร และเดินหน้าลดกำลังการผลิตยังต้องดำเนินการต่อไป” เจมี เว็บสเตอร์ สมาชิกศูนย์นโยบายพลังงานโลก กล่าว
อย่างไรก็ตาม ปัญหาด้านโควตาลดกำลังการผลิต ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้ตลาดยังคงมองลบต่ออนาคตในระยะยาวของตลาดน้ำมัน เนื่องจากกำลังการผลิตที่จะลดลงไปนี้ ยังคงน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้ในทีแรกก่อนการเปิดเผยของกลุ่มโอเปก
จากข้อตกลงดังกล่าว โอเปกจะลดกำลังการผลิตลงระหว่าง 2.4-7.4 แสนบาร์เรล/วัน ซึ่งอยู่ในระดับเดียวหรือค่อนไปทางน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์น้ำมันและผู้ใกล้ชิดกับซาอุดิอาระเบียระบุไว้ที่ระหว่าง 7 แสน-1 ล้านบาร์เรล/วัน ถึงจะเห็นผลต่อตลาดน้ำมัน
ในขณะที่จากการคาดการณ์ของวิเวก ธาร์ นักวิเคราะห์ด้านสินค้าโภคภัณฑ์จากธนาคารคอมมอนเวลธ์ แบงก์ โอเปกจำเป็นต้องลดกำลังผลิตถึง 1.2 ล้านบาร์เรล/วัน เสียด้วยซ้ำ หากต้องการให้คืนสมดุลระหว่างแรงซื้อและกำลังผลิตในปีหน้า โดยใช้ฐานการคำนวณที่น้ำมันโอเปกจะล้นตลาดอยู่ที่ 2.25 ล้านบาร์เรล/วัน ในปี 2017
โอเปกเดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตมาตั้งแต่ปี 2014 เพื่อทวงส่วนแบ่งการตลาดที่เสียไปจากการผงาดของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันจากหินดินดาน (เชลออยล์) ในสหรัฐ โดยจากการตีความของโรเบิร์ต ราเปียร์ วิศวกรและนักลงทุนผู้คร่ำหวอดในวงการอุตสาหกรรมพลังงานมามากกว่า 20 ปี ระบุว่า โอเปกต้องการกดดันราคาน้ำมันลงจาก 75 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในขณะนั้นเป็น 50-60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งเชื่อว่าเพียงพอต่อการกดดันให้ผู้ผลิตเชลออยล์ออกจากตลาดไป
การกดดันของโอเปกสัมฤทธิผล โดยข้อมูลจากเฮย์เนสแอนด์บูน บริษัททางกฎหมาย เปิดเผยเมื่อเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ว่า บริษัทผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซจากทวีปอเมริกาเหนือขอศาลคุ้มครองมากถึง 130 แห่ง นับตั้งแต่ต้นปี 2015
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของราเปียร์ ระบุว่า ผู้ผลิตเชลออยล์สหรัฐยังคงผลิตน้ำมันอยู่ราว 80% ของทั้งหมด แม้จะลดแท่นขุดเจาะลงก็ตาม ขณะที่ราคาน้ำมันกลับดำดิ่งลงไปมากกว่าที่โอเปกคาดเอาไว้มาก และหลุดระดับ 30 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เมื่อต้นปี 2016 ส่งผลกระทบต่อสถานะทางการคลังของประเทศโอเปก ไม่เว้นแม้แต่ซาอุดิอาระเบีย ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดไว้เมื่อเดือน ต.ค. 2015 ว่า ซาอุดิอาระเบียอาจผลาญสินทรัพย์การเงินจนหมดลงภายใน 5 ปี
ด้วยเหตุนี้ ซาอุดิอาระเบียถึงเปิดเผยแผนการปฏิรูปประเทศให้พึ่งพาน้ำมันน้อยลง ซึ่งนับเป็นวิสัยทัศน์ระยะยาวจนถึงปี 2030 โดยในระยะสั้นนี้ ราคาน้ำมันถูกส่งผลกระทบต่อซาอุดิอาระเบียจนต้องปรับลดค่าใช้จ่ายในส่วนราชการ ซึ่งชาวซาอุดิอาระเบียทำงานในหน่วยงานราชการมากถึง 70% ซึ่งหมายถึงค่าใช้จ่ายมหาศาลที่มากตามขึ้นไปด้วย
สถานการณ์การเงินของกลุ่มโอเปกได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นในครั้งนี้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามราเปียร์มองว่า การปรับลดกำลังการผลิตครั้งนี้ช้าเกินไปแล้ว เนื่องจากผู้ผลิตสหรัฐต่างใช้โอกาสน้ำมันถูกในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดจุดคุ้มทุนของการผลิตน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยให้
ผู้ผลิตเชลออยล์ยังคงยืนหยัดได้ในยามภาวะน้ำมันถูกมากกว่าที่โอเปกคิด
ไม่เพียงเท่านี้ การปรับลดกำลังการผลิตของโอเปกจะเป็นการเปิดช่องให้ผู้ผลิตเชลออยล์ของสหรัฐกลับมาเปิดแท่นขุดเจาะผลิตมากขึ้น และอาจเป็นปัจจัยกดดันราคา ก่อนที่โอเปกจะเริ่มการประชุมอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 พ.ย.นี้ ซึ่งหากสามารถตกลงกันได้ จึงอาจถือได้ว่าเป็นการพลิกโฉมท่าทีของกลุ่มโอเปกอย่างแท้จริง







