
เเนะใช้ม.44เพิ่มโทษคนทำผิดกฎจราจร-ไม่จ่ายค่าปรับแบนต่อภาษีรถ
นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนนจัดการปัญหาจราจรเชิงระบบ
นักวิชาการด้านความปลอดภัยทางถนนชง 5 ข้อแก้ปัญหาจราจรเมืองไทย แนะเพิ่มโทษคนทำผิดกฎจราจร-ไม่จ่ายค่าปรับอายัดต่อภาษีรถ
จากกรณีที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดเผยว่า หากการแก้ไขปัญหาจราจรยังไม่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ อาจมีความจำเป็นในการพิจารณานำมาตรา 44 มาใช้พิจารณาเพิ่มโทษผู้กระทำผิดกฎหมายให้รุนแรงขึ้น โดยที่ประชุมขับเคลื่อนการแก้ปัญหาจราจรเสนอให้เพิ่มค่าปรับ 4 เท่า กับคนที่ทำผิดกฎจราจรหรือไม่มาจ่ายค่าปรับภายในเวลา 30 วันนั้น
ล่าสุด นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน แสดงความเห็นว่า ปัญหาบนท้องถนนนั้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องความหนาแน่นของการจราจรเท่านั้น อีกสิ่งที่ละเลยไม่ได้คือความปลอดภัยในการเดินทาง หากสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะใช้ ม.44 จริง น่าจะใช้โอกาสนี้จัดการปัญหาจราจรเชิงระบบ ทั้งด้านจราจรและความปลอดภัยทางถนน ซึ่งไทยอยู่ในอันดับ 2 ของโลก
โดยส่วนตัวมีข้อเสนอแนะดังนี้
1.เพิ่มบทลงโทษ เพิ่มค่าปรับและฐานความผิด ในกรณีสำคัญได้แก่ ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต (ไม่ได้สอบใบขับขี่) เพราะนอกจากจะเกิดอุบัติเหตุจากการขาดทักษะหรือไม่รู้กฎหมายแล้ว ยังทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นได้รับอันตรายถึงชีวิตด้วย ในญี่ปุ่น จะมีบทลงโทษพฤติกรรม “ขับรถอันตราย” ที่แรงกว่า “ขับรถประมาท” โดยการขับรถอันตราย ได้แก่ ขับรถโดยไม่มีทักษะ (ใบขับขี่) , เมาขับหรือใช้สารเสพติด, ฝ่าสัญญาไฟจราจร ขับเร็วจี้คันหน้า
2. แก้ไขระบบจัดการค่าปรับ ให้สามารถจัดการกับผู้กระทำความผิดและไม่มาชำระค่าปรับ (ปัจจุบันมีผู้มาจ่ายเงินค่าปรับเมื่อได้รับใบแจ้งข้อกล่าวหา เพียง 20%) โดย “ปลดล๊อก” กรณีที่ไม่มาชำระค่าปรับ จะเชื่อมเข้ากับอายัดการต่อภาษีรถ (แม้เดิมกฤษฎีกาตีความว่าทางขนส่งต้องรับการต่อภาษีรถ) หรือการทำนิติกรรมอื่นๆ
นอกจากนี้ ส่วนแบ่งค่าปรับที่ส่งให้ท้องถิ่น ควรนำมาเป็น “กองทุนด้านจราจร” เพื่อตำรวจสามารถนำมาใช้พัฒนาด้านการจราจรและความปลอดภัยทางถนน เช่น จัดซื้ออุปกรณ์
3. เพิ่มการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้มากขึ้น เพราะหลักฐานจากอุปกรณ์เทคโนโลยีจะช่วยลดการเผชิญหน้าระหว่าง จนท.ตำรวจกับผู้ใช้รถใช้ถนน แต่ที่สำคัญคือผู้ขับขี่จะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่มากขึ้น เพราะถูก monitor ด้วยกล้อง CCTV หรือระบบเทคโนโลยีต่างๆ
4. เพิ่มจำนวน จนท.ตำรวจจราจร ให้เพียงพอ รวมทั้งการยกระดับกองบังคับการตำรวจจราจร ให้เป็นกองบัญชาการเพื่อสามารถดูแลงานจราจรและความปลอดภัยทางถนนได้ครอบคลุมทั้งประเทศ (ปัจจุบัน บกจร. ซึ่งดูแลกำกับโดย บชน. รับผิดชอบเฉพาะใน กทม.)
5. เพิ่มความเข้มงวด การสอบใบขับขี่ โดยเพิ่มชั่วโมงการอบรมและมีการสอบในสถานการณ์จริง (มีครูให้คะแนนสอบในขณะขับขี่บนถนนจริง) เพื่อมั่นใจว่าจะได้ผู้ที่มีความพร้อมในการขับขี่จริงขึ้นมาบนถนน รวมทั้งกำหนดเงื่อนไข ผู้ที่จะซื้อรถยนต์/จักรยานยนต์จะต้องใบอนุญาตขับขี่และมีพื้นที่สำหรับจอดรถยนต์ เพื่อป้องกันมิให้ใช้พื้นที่ถนนหน้าบ้านเป็นที่จอดรถยนต์







