
ปฏิรูปจัดเก็บภาษี
ถือว่ามาถูกทางแล้วที่กระทรวงการคลัง และกรมสรรพากร จะตั้งคณะทำงานพิเศษขึ้นเพื่อศึกษาข้อกฎหมายและรายละเอียดต่างๆ ในการเก็บภาษีจากการบริการของโซเชียลเน็ตเวิร์กในภาพรวมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นบริการกูเกิล เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม รวมไปถึงธุรกิจบนออนไลน์ในกลุ่มเพจดัง เน็ตไอดอล หรือธุรกิจกึ่งบันเทิงทางออนไลน์ เช่น แอพพลิเคชั่นไอโชว์ แอพพลิเคชั่นโกไลฟ์
ถือว่ามาถูกทางแล้วที่กระทรวงการคลัง และกรมสรรพากร จะตั้งคณะทำงานพิเศษขึ้นเพื่อศึกษาข้อกฎหมายและรายละเอียดต่างๆ ในการเก็บภาษีจากการบริการของโซเชียลเน็ตเวิร์กในภาพรวมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นบริการกูเกิล เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม รวมไปถึงธุรกิจบนออนไลน์ในกลุ่มเพจดัง เน็ตไอดอล หรือธุรกิจกึ่งบันเทิงทางออนไลน์ เช่น แอพพลิเคชั่นไอโชว์ แอพพลิเคชั่นโกไลฟ์
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลกำลังขาดงบประมาณจากการจัดเก็บรายได้ที่ต่ำกว่าเป้า แต่ถือว่าเป็นไปตามหลักกฎหมายที่ว่า บุคคลหรือนิติบุคคลรายใดหากมีรายได้ก็จะต้องมีการยื่นเสียภาษีให้ถูกต้อง และธุรกิจบนโลกออนไลน์ดังกล่าว ก็มีแนวโน้มที่จะไม่ได้ยื่นเสียภาษีให้ถูกต้องมาเป็นเวลานานแล้ว
ธุรกิจการค้าออนไลน์ไม่ว่าจะนำโดยบริษัทข้ามชาติอย่างกูเกิล เฟซบุ๊ก ไลน์ หรือเป็นธุรกิจในประเทศ อย่างบรรดาเน็ตไอดอลต่างๆ ที่มีรายได้จากการเป็นพรีเซนเตอร์ หรือเขียนแนะนำสินค้าในเพจ กำลังมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ มีการประเมินว่าปัจจุบันคนไทยมีโทรศัพท์มือถือ 40 ล้านคน แต่ละคนหยิบมือถือขึ้นมาใช้งานวันละไม่ต่ำกว่า 150 ครั้ง นักการตลาดจึงมุ่งใช้ช่องทางดังกล่าวนำเสนอสินค้าหรือบริการ
สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) เคยประเมินว่า ปี 2563 การใช้จ่ายผ่านโฆษณาออนไลน์ จะมีมูลค่า 3,100 ล้านบาท เติบโตถึง 117% จากคาดการณ์ปี 2559 ที่อยู่ที่ 1,400 ล้านบาท หรือโตเฉลี่ยปีละ 22.5% ใน 5 ปีข้างหน้า (2559-2563) โดย 3 อันดับเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่คนไทยนิยมสูงสุด คือ เฟซบุ๊ก 92.1% ตามด้วยไลน์ 85.1% และ กูเกิล 67%
พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปดังกล่าว จึงเป็นแหล่งที่มาของรายได้จากการโฆษณาจำนวนมหาศาลของโซเชียลเน็ตเวิร์กข้ามชาติกลุ่มดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีรายได้จากบริษัทข้ามชาติเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะบริษัทข้ามชาติด้านออนไลน์เหล่านั้นสามารถเลี่ยงการเสียภาษีได้ด้วยวิธีการโอนรายได้ไปมาระหว่างบริษัทในเครือของตัวเองที่ตั้งอยู่ในไทยข้ามไปยังประเทศที่ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะในไทย แต่เป็นปัญหาที่หลายประเทศเผชิญอยู่
นอกจากนี้ ปัญหาการจัดเก็บภาษีไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกรมสรรพากรเท่านั้น แต่รวมไปถึงกรมสรรพสามิต และกรมศุลกากรอีกด้วย จากรูปแบบการหารายได้ที่เปลี่ยนไป มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ ประกอบกับรัฐบาลเองก็มีนโยบายที่จะปฏิรูปโครงสร้าง เพื่อนำไปสู่ ประเทศไทย 4.0 การจัดเก็บภาษีของ 3 กรมจัดเก็บ จึงจำเป็นต้องพัฒนาตัวเองเป็น 4.0 เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงไปด้วย
การศึกษาเพื่อให้มีการจัดเก็บภาษีธุรกิจประเภทนี้ จึงไม่ใช่แค่ตั้งทีมศึกษาข้อกฎหมายอย่างเดียวเท่านั้น แต่อาจจะต้องมีการปรับโครงสร้างกรมจัดเก็บภาษีครั้งใหญ่ โดยเสริมทีมนักกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ และทีมภาษีที่มีความรู้ด้านไอทีและโซเชียลมีเดียเข้ามาช่วย เพื่อรองรับโครงสร้างเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
เพื่อไม่ให้รัฐบาลเผชิญกับปัญหาการจัดเก็บรายได้ในอนาคต







