posttoday

สื่อกระดาษจะไม่ตาย ถ้าอ่านแล้วยังเท่มีความรู้

28 กันยายน 2559

จากการวิจัยเชิงคุณภาพครั้งแรกเมื่อเดือน ก.ค. พบว่า ผู้อ่านประจำจะเลือกซื้อหนังสือจากการอ่านหน้าร้าน และไม่เชื่อการจัดอันดับหนังสือภายในร้าน เพราะคนกลุ่มนี้มีความสุขทุกครั้งที่เริ่มเปิดอ่านหน้าร้าน

โดย...วิรวินท์ ศรีโหมด

“วันที่ประชาชนอ่อนล้า อำนาจรัฐเข้มแข็ง ยามที่เศรษฐกิจไม่ดี ฉะนั้นเราต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เพราะการอ่านหนังสือ เปรียบเสมือนการทำลายกำแพงแห่งความโง่เขลา เสริมสร้างความคิดทางปัญญา ฉะนั้นการที่ทุกอย่างในประเทศกำลังอ่อนล้า แต่หนังสือจะทำให้เราเข้มแข็ง และเป็นสิ่งเดียวที่จะเป็นแสงสว่างจุดปัญญาให้สว่าง เพื่อรอความรุ่งโรจน์ในอนาคต”

คำกล่าวตอนหนึ่งของ จรัญ หอมเทียนทอง นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ภายในงานแถลงการจัดมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 21 ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 13-24 ต.ค.นี้ ที่ยืนยันถึงความจำเป็นในการอ่านหนังสือเพื่อเสริมสร้างความรู้ แม้เขาจะยอมรับว่า สถานการณ์ปัจจุบัน คนอ่านหนังสือลดลงเนื่องจากผู้คนหันไปเสพข้อมูลต่างๆ บนสื่อโซเชียลมีเดียมากขึ้น

นี่เป็นประเด็นที่น่ากังวล ทำให้สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ในฐานะผู้จัดงานหลักงานมหกรรมหนังสือทุกครั้ง นำมาเป็นหัวข้อพูดคุยเพื่อร่วมหาคำตอบและทางออก

ทิพย์สุดา สินชวาลวัฒน์ กรรมการสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์การอ่านหนังสือของคนไทยในปัจจุบันลดลง เพราะมีผลกระทบมาจากกระแสโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊กที่มาแย่งผู้อ่านไป ทำให้ยอดจำหน่ายหนังสือลดลงจากเมื่อก่อน ยกตัวอย่างคือ เมื่อผู้อ่านซื้อหนังสือลดลง สำนักพิมพ์ก็ส่งหนังสือไปที่หน้าร้านลดลงครึ่งหนึ่งเพราะขายไม่ได้ และเมื่อผู้อ่านเข้าไปดูหนังสือในร้าน มักเห็นแต่หนังสือเล่มเดิมก็จะไม่ซื้อ จึงเป็นวงจรให้ยอดจำหน่ายหนังสือลดลงตามมา

ทิพย์สุดา กล่าวว่า ปัจจุบันหนังสือทุกประเภทมียอดจำหน่ายลดลงเกือบทั้งหมด อาทิ หนังสือนิยาย เพราะผู้เขียนมีจำนวนมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน ประกอบกับทุกวันนี้มีนิยายออนไลน์ให้อ่านฟรี ส่วนหนังสือพิมพ์ ถือว่าลดลงมากซึ่งมองว่าอาจจะไม่รอด ดังนั้น หนังสือพิมพ์ควรต้องเปลี่ยนรูปแบบช่องทางการเข้าถึงผู้อ่านในด้านอื่น โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ให้มาก เพราะปัจจุบันผู้อ่านนิยมติดตามข่าวสารในโซเชียลมีเดีย เพราะมีความรวดเร็วกว่าหนังสือพิมพ์มาก

อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกันพบว่าหนังสือสำหรับเด็กมียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้น ปัจจัยมาจากผู้ปกครองรุ่นใหม่ทุ่มเทเต็มที่ กับเรื่องการเสริมสร้างพัฒนาการทางสติปัญญา ความคิดให้กับเด็ก จึงเป็นสาเหตุให้หนังสือกลุ่มหนังสือเด็กโตสวนทางกับสื่อสิ่งพิมพ์ชนิดอื่น

“ยืนยันว่า คำกล่าวที่บอกว่าสื่อกระดาษกำลังจะตายนั้นไม่จริง เพราะจากการสำรวจยังพบว่าทุกวันนี้สื่ออี-บุ๊กยังไม่สามารถไปได้ ฉะนั้นก็ชัดเจนว่าสื่อสิ่งพิมพ์ยังคงอยู่ได้ แต่การเติบโตของสื่อสิ่งพิมพ์ผู้ผลิตหนังสือ ต้องผลิตผลงานออกมาให้ตรงใจกับความต้องการของผู้อ่าน ควบคู่ไปกับการทำการตลาดให้มากขึ้นควบคู่กันไป”

นอกจากนี้ ภาครัฐต้องเข้ามาช่วยส่งเสริมกระตุ้นเรื่องการอ่านของประชาชนให้มากขึ้น เช่น ออกมาตรการลดภาษีสำหรับผู้ที่ซื้อหนังสือ เพราะนอกจากผู้อ่านจะได้ความรู้แล้ว ยังสามารถลดภาษีได้อีก ฉะนั้นโดยสรุปการที่จะทำให้การอ่านกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง ทุกฝ่ายต้องช่วยกันสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้ผู้อ่านรู้สึกว่าเท่ และนำไปพูดคุยกับผู้อื่นในสังคมได้ ซึ่งถ้าทำได้เช่นนี้ส่วนตัวเชื่อว่าปรากฏการณ์การอ่านจะกลับมาอีกครั้ง และจะทำให้วงการผู้ผลิตหนังสืออยู่ได้ต่อไป

ทิพย์สุดา ระบุว่า ความแตกต่างระหว่างสื่อโซเชียลมีเดียกับสื่อกระดาษ ภาพรวมการอ่านสื่อโซเชียลมีเนื้อหาที่สั้นกว่าการอ่านหนังสือที่มีบทความยาวๆ ที่ให้ข้อมูลได้อย่างครบถ้วน ถูกต้องเพราะกว่าจะเผยแพร่สู่ผู้อ่านได้ ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบคัดกรองหลายชั้น ตรงนี้เป็นจุดแข็งของสื่อสิ่งพิมพ์

“จากการวิจัยเชิงคุณภาพครั้งแรกเมื่อเดือน ก.ค. พบว่า ผู้อ่านประจำจะเลือกซื้อหนังสือจากการอ่านหน้าร้าน และไม่เชื่อการจัดอันดับหนังสือภายในร้าน เพราะคนกลุ่มนี้มีความสุขทุกครั้งที่เริ่มเปิดอ่านหน้าร้าน ส่วนกลุ่มผู้อ่านไม่ประจำจะศึกษาหนังสือก่อนที่จะมาซื้อ และมักเชื่อการจัดอันดับที่หน้าร้าน แต่ภาพรวมผู้ที่นิยมการอ่านหนังสือ ถึงอย่างไรก็ยังนิยมอ่านหนังสือจากสิ่งพิมพ์เช่นเดิม ซึ่งไม่ตรงกับที่สื่อโซเชียลมีเดียรายงานว่าผู้อ่านหนังสือลดลง” ทิพย์สุดา ระบุ

ขณะที่ จรัญ หอมเทียนทอง นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ระบุว่า ปัจจุบันทางสมาคมรอการผลักดันจากรัฐบาลเพื่อส่งเสริมเรื่องการอ่านให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ฉะนั้นทางสมาคมจึงต้องมีการจัดงานมหกรรมหนังสือขึ้นมาเพื่อกระตุ้นเรื่องการอ่าน และทำให้ผู้ผลิตหนังสือยังคงอยู่ได้ ดังนั้นในปีนี้จึงมีการจัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 21 ขึ้น 12 วัน ตั้งแต่ 13-24 ต.ค.นี้ ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น.ทุกวัน

ภายในงานจะมีผู้ผลิตหนังสือมาออกบูธจำหน่ายหนังสือมากถึง 934 บูธ บนพื้นที่ 2.1 หมื่นตารางเมตร และตลอดการจัดงานทั้ง 12 วัน จะมีเวทีเสวนาพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องหนังสือ ส่วนตัวคาดว่าการจัดงานหนังสือครั้งนี้จะมีผู้ที่สนใจมาร่วมชมงานไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน

ขณะที่ สุชาดา สหัสกุล อุปนายกฝ่ายในประเทศสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ของหนังสือพิมพ์ นิตยสาร สื่อสิ่งพิมพ์เริ่มปิดตัวลง แต่การที่จัดงานนี้ขึ้นมาก็เพื่อต้องการให้สังคมรับรู้ว่ายังมีคนกลุ่มหนึ่งที่ยังทำหนังสือยังอยู่ และต้องการทำให้ผู้อ่านได้รู้ว่า ก่อนที่จะได้เห็นหนังสือ 1 เล่ม จะต้องผ่านกระบวนการทำงานที่หนักและละเอียด ฉะนั้นจึงอยากให้ผู้อ่านหนังสือเข้าใจในตรงนี้

ข่าวล่าสุด

Bangkok Design Week 2026 เมื่อ “การออกแบบ” ไม่ได้ทำให้เมืองแค่สวยขึ้น