
วิจัยขึ้นหิ้ง
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินว่า การที่เมืองไทยไม่ก้าวหน้าไม่พัฒนา ไม่สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ของตัวเองเพราะมีปัญหาขาดแคลนงานวิจัย ส่วนที่มีอยู่บ้างก็ถูกนำขึ้นหิ้งเก็บไว้ ไม่สามารถนำไปประยุกต์ภาคปฏิบัติให้ไทยก้าวข้ามความเป็นประเทศรายได้ปานกลางขึ้นไปเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว
ไหนๆ เราเพิ่งจะมีกระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อผลักดันประเทศให้เป็นประเทศ 4.0 (ตรงนี้ห้ามถามว่าแปลว่าอะไร) เลยอยากคุยกับท่านผู้อ่านเรื่องงานวิจัยและพัฒนาดูบ้างให้ทันยุคทันสมัยดิจิทัล (ตรงนี้ก็ห้ามถามแปลว่าอะไรอีกเหมือนกัน)
ประเด็นแรกเลยคือไทยขาดแคลนงานวิจัยจริงหรือไม่
นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานกรรมการบริการสภาวิจัยแห่งชาติเคยให้ตัวเลขงานวิจัยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาว่า นักวิจัยไทยได้ผลิตงานวิจัยออกมาถึง 4-5 แสนเรื่อง แต่เผอิญไม่ได้เก็บรวบรวมไว้ที่เดียวกัน เพื่อความสะดวกในการค้นคว้าพัฒนาเพื่อต่อยอดงานวิจัยในเชิงธุรกิจ
เพราะฉะนั้นในเชิงปริมาณ ประเทศไทยไม่น่าจะขาดแคลนงานวิจัยอย่างที่พูดๆ กัน แต่ที่ชวนให้คิดคือ งานวิจัย 4-5 แสนเรื่องที่ผลิตออกมานั้นด้อยคุณภาพไม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หรือไม่
ถ้าให้ถูกใจโก๋ คงสรุปง่ายๆ ว่า งานวิจัยที่ผลิตออกมาไม่มีคุณภาพ ไม่อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ถึงได้ถูกนำขึ้นหิ้งทิ้งไว้เพราะสมัยนี้คนมักจะเชื่ออะไรตามกระแสโซเชียลมีเดีย
แต่ผมไม่เชื่อบทสรุปแบบเหมาเข่ง เพราะมีใครบ้างที่ได้อ่านและศึกษางานวิจัยเหล่านั้นอย่างจริงๆ จังๆ เพื่อที่จะนำไปพัฒนาใช้งานเพราะงานวิจัย 4-5 แสนเรื่องไม่ได้ถูกรวบรวมเก็บไว้ในที่เดียวกันให้เป็นหมวดหมู่ง่ายต่อการศึกษาค้นคว้า
ทางแก้ข้อแรกคือทำอย่างไรที่รัฐหรือสถาบันการศึกษาชั้นสูงของไทยจะร่วมมือกันจัดเก็บผลงานวิจัยไว้ที่เดียวกันให้สะดวกต่อการใช้งานแบบ search กูเกิลบ้างมิฉะนั้นผลงานส่วนใหญ่ก็จะถูกเก็บไว้บนหิ้ง แล้วเราก็พยายามส่งเสริมให้มีการสร้างงานวิจัยเพิ่มขึ้น โดยการเพิ่มงบประมาณด้านการค้นคว้าวิจัยและพัฒนาเพราะเชื่อว่าเราขาดแคลนงานวิจัย
เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ซึ่งเป็นนักวิชาการที่รู้จักกันดีเคยเสนอแนะให้ไทยแก้ไขโดยให้เน้นแก้ไขปัญหาในการพัฒนานวัตกรรมดีมานด์ที่จะนำงานวิจัยไปพัฒนาแทนที่จะเน้นส่งเสริมให้มีการสร้างงาน งานวิจัยหรือซัพพลายของงานวิจัยเพียงด้านเดียว
ผมเห็นด้วยกับท่านเกรียงศักดิ์ ที่ว่าหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยพยายามแก้ไขปัญหางานวิจัย และพัฒนาอย่างไม่สมดุล มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาด้านซัพพลายของงานวิจัย โดยตั้งอยู่บนความเชื่อว่า ไทยขาดแคลนงานวิจัยโดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานงานวิจัย การสนับสนุนงบประมาณให้หน่วยงานด้านวิจัย การพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัย เป็นต้น ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีความจำเป็น แต่ไม่เพียงพอถ้าไม่พยายามสร้างและพัฒนาการจัดการด้านดีมานด์ที่จะนำงานวิจัยไปพัฒนาใช้เป็นประโยชน์ในการสร้างนวัตกรรมใหม่
ฝรั่งเรียกงานวิจัยและพัฒนาว่าResearch and Development แยกให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การวิจัยและการพัฒนานั้น เป็นสิ่งที่น่าจะเรียกว่า คนละเรื่องเดียวกัน กล่าวคือ เป็นงานคนละส่วนแต่เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกันอย่างที่หลายคนเข้าใจ
เกรียงศักดิ์ เขียนไว้ว่า “โดยปกติในประเทศที่พัฒนาแล้ว ภาคเอกชนจะเป็นผู้ลงทุนหลักในการวิจัยและพัฒนาโดยเฉพาะกิจการขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนมาก และมีฐานการตลาดขนาดใหญ่ที่จะลงทุนวิจัยและนำไปพัฒนาสร้างนวัตกรรมใหม่ในเชิงธุรกิจ แต่ธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศไทย กลับมิได้เป็นหัวจักรสำคัญในการวิจัยและพัฒนา เพราะส่วนใหญ่โตขึ้นมาจากการผูกขาด จึงแทบไม่มีความจำเป็นที่จะต้องลงทำงานวิจัย และนำผลของงานวิจัยไปพัฒนาต่อยอดสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับประเทศ” เหมือนบริษัท ซัมซุงในเกาหลีใต้ที่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ่านงานวิจัยและพัฒนาจนสามารถแข่งขันกับคู่แข่งอย่างญี่ปุ่นหรือสหรัฐได้
บริษัทดังกล่าวใช้พนักงานเพื่อการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ถึง 5 หมื่นคน หรือประมาณหนึ่งในสามของบุคลากรทั้งบริษัท
เพราะฉะนั้น ท่านจึงเสนอว่า รัฐควรจัดการด้านดีมานด์ ของงานวิจัยและพัฒนาด้วยการส่งเสริมบรรยากาศ การแข่งขันเปิดเสรีให้มีการแข่งขันมากขึ้น ลดการผูกขาดตัดตอน พัฒนากฎหมายและกลไกบังคับใช้กฎหมายให้มีการแข่งขันด้านการค้า ขจัดปัญหาการคอร์รัปชั่นและผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อให้ผู้ประกอบการเห็นความจำเป็นและ/หรือถูกบีบให้ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อแข่งขันกับคู่แข่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ
จะเห็นว่าถ้าจะทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ นั้น คงไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นโดยส่งเสริมให้มีการสร้างงานวิจัย ถ้าไม่มีการแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคและไม่เอื้อต่อการสร้างความต้องการให้มีการนำผลงานวิจัยไปใช้พัฒนา
สำหรับผมแล้วคิดว่าการพัฒนา (Development) นั้นสำคัญกว่าการวิจัย (Research) ด้วยซ้ำไปในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะผมเชื่อว่าประเทศไทยไม่ขาดแคลนงานวิจัยแต่ขาดแคลนความต้องการที่จะนำงานวิจัยไปพัฒนา สถานการณ์ปัจจุบันมีเพื่อนผมรอวิจัยอยู่คงไม่ทันต่อเหตุการณ์ ... ผมคิดเข้าข้างนักวิชาการเพราะเขาเคยไปของานวิจัยมาทำแต่พูดกับผู้ทำวิจัยไม่รู้เรื่องเพราะท่านมีอีโก้สูง
ปัญหาที่เพื่อนผมยกขึ้นมานี้ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นปัญหาเรื่องการบริหารจัดการดีมานด์ของงานวิจัย ว่าทำอย่างไรทั้งผู้ผลิต งานวิจัย และผู้ที่ต้องการนำงานวิจัยไปใช้จะสื่อสารภาษาเดียวกันรู้เรื่อง มิฉะนั้นงานวิจัยที่ทำขึ้นก็จะถูกทิ้งไว้บนหิ้งเพราะไม่มีการนำไปใช้
แต่ที่แน่ๆ คือ เราไม่ขาดแคลนงานวิจัยแต่ไม่สามารถนำงานวิจัยไปใช้ให้เป็นประโยชน์ใช่ไหมครับ
ผมเขียนบทความนี้ เพราะนักวิชาการท่านหนึ่งท่านตั้งข้อสังเกตว่า นักธุรกิจหรือสื่อมวลชนมักชอบกล่าวหานักวิชาการว่า วิจัยอะไรออกมาแล้วเอาขึ้นหิ้ง ท่านเลยถามผมว่าถ้าไม่เก็บขึ้นหิ้งแล้ว จะให้ไปเก็บที่ไหน เพราะท่านไม่มีทุนรอนหรือฐานธุรกิจที่จะนำต่อไปยอดหาประโยชน์ทางธุรกิจ
ความจริงงานวิจัยก็อยู่บนหิ้งแล้วเพียงแต่รอว่าจะมีใครนำไปใช้ต่อยอดเหมือนในต่างประเทศเท่านั้นเอง ท่านไม่หวงแหนอะไร
ผมฟังท่านพูดแล้วค่อนข้างจะเห็นด้วย เอาว่ารัฐกับสถาบันการศึกษาทั้งหลายรีบหาทางรวบรวมผลงานวิจัยทั้งหลาย 4-5 แสนเรื่องมาเข้าหมวดหมู่ เก็บไว้ในที่เดียวกันให้สะดวกกับการค้นคว้า หางานวิจัยที่พอจะนำไปต่อยอดเชิงธุรกิจให้ได้โดยเร็วที่สุดก่อนทำอย่างอื่น น่าจะทำให้ไทยกลายเป็นประเทศ 4.0 (ห้ามถาม) และเข้าสู่ยุคดิจิทัล (ห้ามถาม) เร็วขึ้น
อ้อ แล้วอย่าลืมแก้ไขปัญหาที่ เกรียงศักดิ์ ยกขึ้น... เช่น การแก้ไขปัญหาผูกขาดตัดตอนการคอร์รัปชั่น ฯลฯ เพื่อให้เกิดความต้องการที่จะนำงานวิจัยไปพัฒนาเพิ่มขึ้นด้วย
งานวิจัยจะได้มีโอกาสลงจากหิ้งเสียทีไงครับ







