posttoday

กรธ.ลุ้นระทึก ศาลชี้ชะตาที่มานายกฯ

26 กันยายน 2559

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 28 ก.ย. เป็นหลักกิโลเมตรทางการเมืองที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถนนการเมืองทุกสายกำลังมุ่งหน้าไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 28 ก.ย.นี้ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้แก้ไขด้วยการเพิ่มเติมคำถามพ่วงเข้าไปนั้น สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติหรือไม่

คำถามพ่วงที่ผ่านการประชามติมีเนื้อหาว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”

ภายหลังจากร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านประชามติ ปรากฏว่าเกิดแรงกดดันมาที่คณะ กรธ.จากหลายฝ่าย โดยเฉพาะสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ต้องการให้ สว.มีสิทธิร่วมเสนอชื่อบุคคลเพื่อให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ทั้งจากบุคคลที่เป็นและไม่ได้เป็น สส.

สปท.และ สนช.ยื่นเงื่อนไขว่าในกรณีที่รัฐสภาไม่สามารถเลือกนายกฯ ที่มาจากการเสนอชื่อของ สส.ได้ การเลือกนายกฯ ในรอบที่สองจะต้องให้สิทธิ สว.ในการเสนอชื่อนายกฯ ด้วยไม่ว่าจะเป็นทางหนึ่งทางใด โดยอ้างว่าเพื่อให้การปฏิรูปประเทศสามารถเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทว่า กรธ.กลับปฏิเสธข้อเสนอแบบไม่ไว้หน้า เพราะ กรธ.มองว่าคำถามพ่วงมีความมุ่งหมายที่ต้องการให้ สว.แค่ทำหน้าที่ร่วมลงมติว่าจะเลือกใครเป็นนายกฯ เท่านั้น โดยไม่ให้มีสิทธิเสนอชื่อแต่อย่างใด เมื่อ กรธ.ได้ข้อยุติแบบนี้ จึงได้เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญก่อนส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ขาดในวันที่ 28 ก.ย.

“เมื่อเป็นการตั้งคำถามเพื่อให้ประชาชนออกเสียงประชามติ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจึงเห็นว่าต้องยึดตามถ้อยคำที่ถามต่อประชาชนโดยเคร่งครัด เพราะตามหลักทั่วไปแห่งการออกเสียงประชามติผู้ออกเสียงประชามติย่อมออกเสียงประชามติตามพื้นฐานแห่งถ้อยคำที่ปรากฏในบัตรลงคะแนน”เหตุผลของ กรธ. ระบุ

ทั้งนี้ เมื่อมองแนวโน้มของคำวินิจฉัยที่น่าจะออกมาคงหนีไม่พ้น 2 แนวทาง ดังนี้

1.สอดคล้องกับผลประชามติ ในกรณีแสดงว่าศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ กรธ.แก้ไขสอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติ จะทำให้การเลือกนายกฯ ใน 5 ปีแรกต้องเป็นไปตามคำถามพ่วงพร้อมกับการเดินหน้าไปตามโรดแมป

ตามขั้นตอนต้องส่งให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายใน 30 วัน ทันทีที่ร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ กรธ.มีหน้าที่ต้องจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 10 ฉบับให้เสร็จภายใน 240 วัน และส่งให้ สนช.ดำเนินการให้ความเห็นชอบ 60 วัน พร้อมกับการจัดทำกฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ และการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาล

เมื่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ ได้แก่ การเลือกตั้ง สส. การได้มาซึ่ง สว. พรรคการเมือง และคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีผลบังคับใช้ จะนำไปสู่การประกาศกำหนดวันเลือกตั้งภายใน 150 วันต่อไป

2.ไม่สอดคล้องกับผลประชามติ จะเป็นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าคำถามพ่วงที่ กรธ.นำมาปรับไว้ในร่างรัฐธรรมนูญไม่สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติ แม้ในกรณีนี้จะไม่มีผลกระทบต่อโรดแมปมากนัก เพราะ กรธ.ต้องนำไปแก้ไขตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เสร็จ 15 วัน และส่งให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย จากนั้นกระบวนการต่างๆ จะเหมือนกับกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านศาลรัฐธรรมนูญทุกประการ แต่มีประเด็นที่ต้องจับตา คือ เหตุผลของศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน

ยังไม่มีใครรู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีเหตุผลอย่างไรในกรณีนี้ แต่แน่นอนว่าประเด็นที่ถูกจับตามองว่าอาจมีผลต่อการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญอยู่ที่การตัด สว.ออกจากสารบบในการมีส่วนร่วมเสนอชื่อนายกฯ

ขึ้นอยู่กับว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมองเรื่องนี้อย่างไร

เช่น การมองว่าคำถามพ่วงมีความมุ่งหมายต้องการให้ สว.เข้ามามีสิทธิร่วมเสนอชื่อนายกฯ กับ สส.ได้ทางใดทางหนึ่ง โดยอยู่บนหลักที่ว่าเมื่อ สว.มีสิทธิพิจารณาให้ความเห็นชอบได้ ก็ย่อมมีสิทธิเสนอชื่อได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม แม้ตัวอักษรในคำถามพ่วงจะไม่ได้ถูกระบุไว้ตรงๆ ก็ตาม

“สิทธิทางตรง” หมายความถึงการให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ แข่งกับ สส.ได้ทั้งรอบแรกหรือรอบสอง ส่วน “สิทธิทางอ้อม” คือการไม่ให้ สว.เสนอชื่อนายกฯ แข่งกับ สส.ทั้งสองรอบ แต่อาจให้ สว.เข้าไปมีส่วนร่วมผ่านการเข้าไปร่วมรับรองรายชื่อที่ สส.เสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาก่อนถึงการลงมติเลือกในขั้นตอนสุดท้าย อย่างน้อยเพื่อให้นายกฯ มีจุดยึดโยงและเป็นความผูกพันที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อวุฒิสภาในอนาคต

ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 28 ก.ย. จึงเป็นหลักกิโลเมตรทางการเมืองที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ข่าวล่าสุด

หลบหน่อยที่เต็ม เมื่อวงโคจรโลกกำลังจะท่วมด้วยดาวเทียม