
ลุ้นโอเปก
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ถ้าจะดูสัญญาณเศรษฐกิจโลกที่มีผลกระทบกับไทย นอกจากจะดูข้อมูลในเชิงเศรษฐกิจมหภาคของตลาดใหญ่อย่างสหรัฐ จีน และยุโรป ตั้งแต่จีดีพีไปจนถึงทิศทางธนาคารกลางและตัวเลขการค้าแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่ลืมไม่ได้ก็คือ “น้ำมัน” เพราะมีผลต่อทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วทั้งโลก ซึ่งรวมถึงสินค้าเกษตรที่เป็นปัจจัยสำคัญอันมีผลต่อกำลังซื้อของเกษตรกรด้วย
หากสังเกตทิศทางราคาน้ำมันโลกตลอดช่วงหลายเดือนมานี้ จะพบว่ามีความผันผวนสูงและเอาแน่เอานอนไม่ได้มากที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว เมื่อวานอาจลงไป 4% เพราะปัจจัยผลผลิตส่วนเกินทั่วโลกยังล้นอยู่มาก แต่วันมะรืนราคาก็อาจดีดตัวกลับแรง 4% ได้เช่นกัน เพียงเพราะตลาด “เชื่อว่า” กลุ่มผูกขาดอย่างประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ (โอเปก) จะตกลงควบคุมปริมาณการผลิตกันได้
และหากสังเกตดูเพิ่มอีกสักนิด ก็จะเห็นได้ว่าแทบไม่มีครั้งใดเลยที่การดีดตัวขึ้นของราคาน้ำมันจะเป็นผลมาจากปัจจัยพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มผลผลิตส่วนเกินลดลง หรือแนวโน้มว่าเศรษฐกิจโลกจะดีขึ้นจนหนุนการผลิตและการค้า แต่ส่วนใหญ่กลับมาจากการเก็งทิศทางแค่ว่า โอเปกจะสามารถควบคุมเพดานการผลิตน้ำมันได้หรือไม่
เรื่องนี้มีการให้ข่าวพูดให้ความหวังกันมาตั้งแต่ต้นปี และมีขึ้นต่อเนื่องหลายรอบ ไม่ว่าจะอยู่แค่ในกรอบโอเปกเอง หรือจะดึงเอาประเทศนอกกลุ่มโอเปก เช่น รัสเซีย เข้ามาร่วมวงด้วย แต่ก็ล้มเหลวทุกครั้ง เพราะผู้เล่นที่มีผลชี้เป็นชี้ตายกับเรื่องนี้จริงๆ อาจมีเพียงแค่ 2 ฝ่าย คือ ซาอุดิอาระเบีย และอิหร่านเท่านั้น
ซาอุฯ เองก็เจ็บตัวไม่แพ้หลายประเทศ หลังจากที่ราคาน้ำมันตกต่ำมาตั้งแต่กลางปี 2014 และต่ำสุดในรอบ 30 ปีเมื่อกลางปีนี้ จนกระทั่งต้องมีการประกาศแผนปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพื่อเพิ่มรายได้และลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมันลง แต่ซาอุฯ กลับไม่ลดกำลังการผลิตลง ตรงกันข้ามกลับเพิ่มขึ้นทุบสถิติด้วย เพราะต้องการงัดกับอิหร่านที่เพิ่งกลับมาส่งออกน้ำมันได้เป็นครั้งแรกหลังได้รับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งแม้อิหร่านจะไม่ได้มีท่าทีแข็งกร้าว แต่ก็ชัดเจนว่าจะยังไม่ลดหรือตรึงกำลังการผลิตในเร็ววัน
อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ประเทศแอลจีเรียได้เป็นเจ้าภาพเปิดการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของโอเปก ระหว่างวันที่ 26-28 ก.ย. ทำให้ทั่วโลกต่างจับตาอีกครั้งว่าจะปิดดีลได้ตามที่เคยให้ความหวังหรือไม่
เพราะก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน ซาอุดิอาระเบียซึ่งเป็นพี่ใหญ่ทั้งในแง่ผู้ผลิตอันดับ 1 และยังเป็นผู้ควบคุมทิศทางเสียงส่วนใหญ่ในโอเปก เพิ่งส่งสัญญาณใหม่ออกมาว่าไม่ต้องลดกำลังการผลิตก็ได้ ขอแค่อิหร่านไม่ผลิตเพิ่มจากระดับปัจจุบันก็พอแล้ว
จากตัวเลขในเดือน ส.ค. พบว่าอิหร่านมีกำลังการผลิตต่อวันที่ราว 3.6 ล้านบาร์เรล และคาดว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตต่อเนื่องให้แตะ 4 ล้านบาร์เรลที่เป็นช่วงก่อนถูกคว่ำบาตร ขณะที่ซาอุฯ นั้นผลิตอยู่ที่ 10.7 ล้านบาร์เรล และเป็นระดับสูงสุดเท่าที่เคยผลิตมา
ทว่า นี่ก็ยังเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่ถูกเปิดเผยออกมาเท่านั้นในยุคที่การเมืองสุหนี่-ชีอะห์ ระหว่าง 2 ประเทศนี้เปลี่ยนไปและแข็งกร้าวกันมากกว่าเดิม และยังไม่มีอะไรรับประกันได้อีกเช่นกันว่าการเจรจารอบนี้จะสำเร็จหรือไม่ หรือเป็นเพียงกระแสปั่นราคาอีกครั้งเท่านั้น







