"บิ๊กฉัตร"สั่งกรมชลฯพร่องน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา
รมว.เกษตรฯสั่งกรมชลประทานเร่งพร่องน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยารอรับฝนตกชุกภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางระหว่าง23-24ก.ย.นี้
รมว.เกษตรฯสั่งกรมชลประทานเร่งพร่องน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยารอรับฝนตกชุกภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางระหว่าง23-24ก.ย.นี้
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยระหว่างเดินทางเยือนประเทศภูฐาน เพื่อติดตามความร่วมมือโครงการพระราชดำริ ว่าได้โทรศัพท์สั่งการอธิบดีกรมชลประทาน ให้พร่องน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อรอรับปริมาณฝนที่ตกชุกในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างท้ายเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์
“ทั้งนี้อธิบดีกรมชลประทาน ขออนุญาตปล่อยน้ำเพิ่ม ผมได้ย้ำให้ดูแลพื้นที่เกษตรให้ดี และ สร้างความเข้าใจกับประชาชนให้พื้นที่ ซึ่งยืนยันว่าน้ำไม่ท่วมแน่นอน ซึ่งอธิบดีกรมชลฯ และ ผมยืนยันทุกครั้งในปีนี้ ว่ากรุงเทพและปริมณฑล ไม่ท่วม เพราะหากดูปริมาณน้ำที่มาจากเหนือแล้ว จะมีเขื่อนรับได้อีกมาก ในขณะที่น้ำหลาก ขณะนี้ลำน้ำต่างๆกรมชลฯได้พร่องไว้แล้ว จึงมีพื้นที่รับน้ำ “ รมว.เกษตรฯกล่าว
ขณะนี้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เพียง 1,500 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาที ซึ่ง กทม. รับได้ 3,800 ลบ.ม.ต่อวินาที กรมชลฯจะบริหารน้ำจากท้ายเขื่อนเจ้าพระยา สามารถนำน้ำออกทางโครงข่ายบริหารน้ำฝั่งซ้ายและขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา ออกแม่น้ำท่าจีน อีก 900 ลบ.ม.ต่อวินาที
ร่องความกดอากาศต่ำระลอกใหม่พาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคตะวันออก ทำให้มีปริมาณน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา เพิ่มขึ้นโดยปริมาณน้ำที่สถานีวัดน้ำจ.นครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่าน 1,614 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยเร่งระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 1,503 ลบ.ม.ต่อ วินาที ส่งผลให้พื้นที่ลุ่มต่ำท้ายเขื่อน 7 จังหวัด และแม่น้ำน้อยไหลผ่าน เช่น คลองโผงเผง บ้านบางหลวงโดด จ.อ่างทอง บ้านบางบาล อ.บางบาล อ.เสนา ทุกตำบล จ.พระนครศรีอยุธยา
สำหรับในลุ่มน้ำยม ให้เฝ้าระวังช่วงวันที่ 23 - 24 ก.ย. นี้ คาดว่าจะมีร่องความกดอากาศต่ำที่ภาคเหนือ ฝนจะตกหนักลุ่มน้ำยม ซึ่งปริมาณน้ำผ่าน อ.เมืองสุโขทัย ลดลงต่ำกว่าตลิ่ง 2.35 เมตร มีน้ำไหลผ่าน 245 ลบ.ม.ต่อวินาที เกณฑ์เฝ้าระวังไม่เกิน 500 ลบ.ม.ต่อวินาที
สำหรับสถานการณ์น้ำเขื่อนใหญ่ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา เขื่อนภูมิพล มีน้ำใช้การได้ 1,792 ล้านลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์ 4,058 ล้านลบ.ม. เขื่อนแควน้อย 610 ล้านลบ.ม. เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 647 ล้านลบ.ม. รวมปริมาณน้ำใช้การ 7,107 ล้าน ลบ.ม. มากกว่า 1 พ.ย. 2557 ซึ่งถ้ามีน้ำใช้การได้มากกว่า 6,000 ล้านลบ.ม. จะสามารถสนับสนุนทำนาปรังรอบสองได้ประมาณ 1 ,000 ล้านลบ.ม.หรือประมาณ 1.2 ล้านไร่







