
มังกรจีนรุกหนัก ดันเส้นทางสายไหมเชื่อมโลก
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
แม้ว่าในช่วง 1-2 ปีมานี้ จะเป็นช่วงที่จีนเผชิญปัญหารุมเร้าใหญ่หลายด้าน ตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาลงหนักเมื่อเทียบกับช่วงรุ่งโรจน์ ไปจนถึงความสัมพันธ์กับหลายประเทศที่ตึงเครียดอันมีสาเหตุมาจากข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ ท่ามกลางความพยายามกลับเข้ามาปักหมุดเอเชียของสหรัฐ ทว่าในช่วงเดียวกันนี้เอง จีนก็มีความคืบหน้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องกับเมกะโปรเจกต์ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” (One Belt One Road : OBOR) โดยเฉพาะเส้นทาง “ทางบก” ที่ผู้นำจีนเดินสายไปจับมือกับหลายประเทศ และสร้างความคืบหน้าในเชิงสัญลักษณ์อย่างต่อเนื่อง
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รถไฟขนส่งสินค้าของจีนได้เดินทางนับพันกิโลเมตรทางตะวันตกไปถึงเมืองฮิราตัน ทางตอนเหนือของประเทศอัฟกานิสถาน เพื่อสร้างประวัติศาสตร์ครั้งแรกที่มีการขนส่งสินค้าไปยังประเทศนี้ด้วยเส้นทางรถไฟยาวรวดเดียวได้เป็นผลสำเร็จ และเป็นการตอกหมุดย้ำความคืบหน้าของเส้นทางสายไหมทางบกที่ต้องการเชื่อมจีน เอเชียกลาง เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ และยุโรป ให้เป็นเส้นทางเศรษฐกิจหนึ่งเดียวเหมือนในอดีต
รถไฟขบวนดังกล่าวได้ขนส่งสินค้าหลากประเภทตั้งแต่เสื้อผ้าจนถึงวัสดุก่อสร้างรวมมูลค่า 4 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 140 ล้านบาท) จากเมืองหนานตง มณฑลเจียงสู ทางชายฝั่งตะวันออกของจีน ไปยังเมืองฮิราตัน ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงคาบูลไปทางตอนเหนือราว 300 กม. ซึ่งถือเป็นการประเดิมเส้นทางรถไฟขนส่งสินค้าสายตรงครั้งแรกที่มีความหมายอย่างยิ่ง ทั้งในเชิงเศรษฐกิจการค้ากับอัฟกานิสถานซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับ 5 ที่ร่ำรวยน้ำมันและทรัพยากรธรรมชาติ และยังสำคัญในเชิงเศรษฐกิจ-สังคม กับการผลักดันการลงทุนและดูแลเรื่องความมั่นคงในภาคตะวันตกของจีนไปพร้อมกัน
ก่อนหน้านี้ในเดือน มิ.ย. ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ก็เพิ่งเดินทางเยือนประเทศโปแลนด์ พร้อมกับสัญลักษณ์รถไฟขนส่งสินค้าที่ใช้เวลา 13 วัน จากเมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน ไปยังกรุงวอร์ซอ ซึ่งแม้จะไม่ใช่เส้นทางใหม่เพราะเริ่มเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2013 แต่การจับมือกันครั้งนี้ก็เป็นสัญญาณตอกย้ำที่ชัดเจนว่า ประเทศคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของจีนในยุโรปตะวันออกแห่งนี้ คือส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมทางบกของจีน ซึ่งความร่วมมือยังแนบแน่นถึงขั้นที่โปแลนด์เป็นประเทศยุโรปชาติแรกที่ไประดมทุนออกพันธบัตรสกุลเงินหยวนในจีนด้วย
ตลอดช่วงไม่กี่ปีมานี้ จีนได้เปลี่ยนจากการทูตแพนด้ามาสู่การทูตหัวรถจักรกับหลายประเทศต่อเนื่องในซีกตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มประเทศเอเชียใต้และกลางที่นำโดยปากีสถาน กับระเบียงเศรษฐกิจจีน-ปากีสถาน ที่ทำให้อินเดียต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ไปจนถึงอิหร่าน ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าด้านพลังงานที่สำคัญของจีน และจีนเพิ่งส่งรถไฟขนส่งสินค้าจากเมืองอี้อู ในมณฑลเจ้อเจียง เดินทางผ่านประเทศคาซัคสถาน และเติร์กเมนิสถาน ก่อนจะเข้าไปเทียบท่าในกรุงเตหะรานโดยใช้เวลา 14 วัน เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา
ส่วนหนึ่งที่ทำให้จีนสามารถกรุยทางความสำเร็จของเส้นทางสายไหมทางบกได้ดี อาจเป็นเพราะ “คู่แข่ง” ที่น้อยกว่าเส้นทางสายไหมทางทะเล (Maritime Silk Road) หรือแม้แต่เส้นทางบกที่เชื่อมระหว่างจีนตอนใต้สู่ทางออกทะเลในอาเซียน ซึ่งยังมีอุปสรรคในประเทศนั้นๆ อยู่ ต่างจากกลุ่มประเทศในเอเชียกลางที่เป็นประเทศคู่ค้ากันมานานและพร้อมรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจใหม่ๆ กับจีน ในยามที่อิทธิพลของสหรัฐเริ่มแผ่วลงไปพร้อมกับสงครามต่อต้านการก่อการร้ายในภูมิภาคนี้
จีนเองยังมีกลไกทางการเงินสำคัญที่เดินไปพร้อมกันในวงเงินมากกว่า 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.22 ล้านล้านบาท) อย่างกองทุนโครงสร้างพื้นฐานซิลค์โรด 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.74 ล้านล้านบาท) และธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (เอไอไอบี) ขนาด 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 ล้านล้านบาท) ที่มีหลายประเทศในยุโรปตะวันตกเข้าร่วม และล่าสุดยังได้สัญญาณจากประเทศแคนาดา ที่พร้อมเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ทำให้เอไอไอบีเดินหน้าปล่อยกู้มาแล้วหลายโครงการ ทั้งการปล่อยเดี่ยวและปล่อยร่วมกับธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ที่นำโดยญี่ปุ่น และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ที่นำโดยสหรัฐ
ต้องยอมรับว่าโครงการเส้นทางสายไหมของจีนซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ใหญ่ในระยะยาวนั้น ยังมีความท้าทายอยู่มากกับการเชื่อมต่อเส้นทางบกและทะเลเข้าด้วยกันให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อเปิดประตูสำคัญของจีนในแต่ละภาคให้เต็มศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภายในเอง เช่น การผลักดันการค้าและการลงทุนในพื้นที่ชาวมุสลิมอุยกูร์ ในมณฑลซินเจียง ที่เป็นด่านสำคัญทางตะวันตกที่นักลงทุนยังไม่กล้าเข้าไปกันมากนัก ขณะที่การเชื่อมต่อในต่างประเทศก็ยังมีอุปสรรคให้เห็นอย่างต่อเนื่อง เช่น เส้นทางลงใต้ที่ผ่านลาวและประเทศไทย จนล่าช้าออกไปจากแผนการเดิมที่วางเอาไว้ และยังไม่นับรวมความท้าทายของเส้นทางสายไหมทางทะเลที่ปัญหาข้อพิพาททางทะเลในทะเลจีนใต้ยังไม่คลี่คลาย
อย่างไรก็ตาม โอกาสทางเศรษฐกิจที่มองเห็นอยู่ตรงหน้าก็ทำให้หลายประเทศเลือกที่จะกระโดดเข้าร่วมวงกับจีนโดยไม่ต้องรอการไปพร้อมๆ กันเป็นกลุ่มเป็นก้อนอาเซียน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เส้นทางสายไหมของจีนมีโอกาสที่จะคืบหน้าไปเร็วมากกว่าที่จะถอยหลังจากความท้าทายต่างๆ
มีรายงานว่ากลุ่มสำนักงานการค้าสิงคโปร์ ที่นำโดย 14 บริษัทใหญ่ ได้ตบเท้าไปยังกรุงปักกิ่งเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อเจรจาถึงโอกาสที่จะได้ร่วมลงทุนในโครงการ OBOR ที่เชื่อมอาเซียน โดยมีการคุยกับวิสาหกิจจีนขนาดใหญ่หลายราย เช่น บรรษัทรถไฟจีน และธนาคารผิงอัน
ขณะที่ทางรัฐบาล นาจิบ ราซัค ของมาเลเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีข้อพิพาททางทะเลกับจีน ก็พยายามเร่งเจรจาปัญหาเพื่อนำไปสู่ความร่วมมือของ OBOR เช่นกัน โดยมาเลเซียนั้นนอกจากจะเป็นพันธมิตรกับจีนมายาวนานแล้ว ก็ถือเป็นประเทศหนึ่งที่ถูกปักหมุดในแผนที่เส้นทางสายไหมทางทะเลของจีนเพื่อออกสู่มหาสมุทรอินเดียด้วย ซึ่งเท่ากับว่าแต่ละประเทศนั้นต่างก็พยายามมองหาโอกาสที่จะร่วมมือหรือขยายความร่วมมือมากขึ้น เพื่อเจรจาสร้างโอกาสให้มากที่สุดในยามที่ใครพร้อมก็ไปก่อน ในเวลานี้







