ใครหนีคดี...หลบหน้าศาล หมดสิทธิอุทธรณ์-ฎีกา
กฎหมายฉบับนี้มีเจตนาแก้ไขปัญหาในอดีต เนื่องจากจำเลยมักจะหลบคดีและมอบหมายให้ทนายความมาดำเนินการแทน
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ลงมติเห็นชอบให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับหนึ่งเป็นกฎหมาย คือ ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่...) พ.ศ. ... มีสาระสำคัญตรงที่การกำหนดให้จำเลยที่ต้องคำพิพากษาจำคุกหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นและจำเลยที่ไม่ได้ถูกคุมขัง หากจะใช้สิทธิยื่นต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์และฎีกาจะต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในระยะเวลาที่ศาลกำหนด จากเดิมที่จำเลยสามารถให้ทนายความมาดำเนินการแทนได้
ที่มาของร่างกฎหมายฉบับนี้มาจากการเข้าชื่อร่วมกันของสมาชิก สนช. นำโดย “มหรรณพ เดชวิทักษ์” ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้รับพิจารณาและส่งไปกลับมาให้ สนช.พิจารณาอีกครั้ง
เหตุผลของการมีร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่ได้กำหนดให้จำเลยต้องมาแสดงตนต่อศาล เมื่อประสงค์จะอุทธรณ์หรือฎีกาส่งผลให้ศาลไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าจำเลยยังมีตัวตนอยู่หรือไม่ จึงจำเป็นต้องตรากฎหมายฉบับนี้
ทั้งนี้ ก่อนที่ สนช.จะมีมติรับหลักการและตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาในรายละเอียด ครม.ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปสอบถามความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสำนักงานศาลยุติธรรมแสดงความคิดเห็นไว้พอสังเขป ดังนี้
“เนื่องจากศาลพบปัญหาว่า ในกรณีจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดี เมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยหลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษา ทำให้ศาลต้องเลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไปและอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย ในกรณีที่ศาลพิพากษาลงโทษจำเลย จำเลย ซึ่งหลบหนีอาจใช้สิทธิตามกฎหมายอุทธรณ์หรือฎีกาต่อไป แต่หากผลของคำพิพากษานั้นเป็นประโยชน์กับจำเลย เช่น ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ หรือรอการลงโทษ จำเลยจะมาปรากฏตัวต่อศาลและยื่นคำร้องของดหรือขอลดค่าปรับ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม”
“การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความอาญาตามร่าง พ.ร.บ.นี้ ไม่ถึงขั้นไปจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาของจำเลยเสียทีเดียว จำเลยสามารถให้ทนายความร่างอุทธรณ์หรือฎีกาได้เช่นเดิม ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นเพียงการกำหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขให้จำเลยมาแสดงตนในวันยื่นอุทธรณ์ เพื่อเป็นการยืนยันว่าจำเลยประสงค์ที่จะยื่นอุทธรณ์หรือยื่นฎีกาและจำเลยไม่หลบหนีเท่านั้น ไม่ได้จำกัดสิทธิในการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาของจำเลยแต่อย่างใด”
เช่นเดียวกับ สำนักงานงบประมาณ ซึ่งมีความเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวว่า “เนื่องจากเป็นการกำหนดมาตรการเพื่อป้องปรามการหลบหนีของจำเลยในระหว่างการดำเนินคดีทางอาญาและร่าง พ.ร.บ.นี้ไม่มีผลเป็นการกระทบต่อภาระงบประมาณแต่อย่างใด”
ขณะที่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ในชั้นของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ของ สนช.นั้นยังคงเนื้อหาส่วนใหญ่ยังคงหลักการดังกล่าวไว้เกือบทั้งหมด พร้อมกับมีข้อสังเกตให้ที่ประชุม สนช.ส่งไปยัง ครม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
“กรณีที่จำเลยต้องแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาหมายความเฉพาะจำเลยที่ถูกพิพากษาลงโทษจำคุกหรือโทษสถานที่หนักกว่าโทษจำคุกเท่านั้น ส่วนจำเลยที่ต้องรับโทษอย่างอื่น เช่น โทษปรับหรือแม้แต่จำเลยที่มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกหากศาลมีคำสั่งให้รอการลงโทษไว้ จำเลยเหล่านี้ไม่อยู่ในข่ายที่จะต้องแสดงตนในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ถ้าจำเลยที่ต้องแสดงมีเหตุมาศาลไม่ได้ในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา ก็อาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาตามมาตรา 23 แห่งประมวลวิธีพิจารณาความแพ่งประกอบมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งถ้าเหตุผลรับฟังได้ศาลก็จะมีคำสั่งให้ขยายเวลาในการแสดงตนออกไป เพื่อให้โอกาสแก่จำเลยในการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาอันเป็นการสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights : ICCPR)”
ด้าน สมชาย แสวงการ สมาชิก สนช.ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ อธิบายว่า กฎหมายฉบับนี้มีเจตนาที่จะต้องแก้ไขปัญหาในอดีตที่ผ่านมา เนื่องจากจำเลยมักจะหลบคดีและมอบหมายให้ทนายความมาดำเนินการแทน แต่ยืนยันว่าสิทธิในการอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยยังคงอยู่ตามเดิม
สมชาย กล่าวว่า ตามขั้นตอนจะเป็นดุลพินิจของศาลในการพิจารณา เช่น กรณีที่จำเลยหลบหนีและไม่มาปรากฏตัวต่อหน้าศาล ทนายความยังมีสิทธิทำหน้าที่แทนเพื่อขออุทธรณ์หรือฎีกาและขอขยายเวลาในการนำตัวจำเลยมาต่อหน้าศาล จากนั้นศาลก็จะวินิจฉัยว่าจะให้ขยายเวลาหรือไม่ต่อไป หรือถ้าเป็นกรณีที่จำเลยที่หลบหนีมาปรากฏตัวต่อหน้าศาลแล้ว ศาลจะพิจารณาว่ามีเหตุสมควรเพื่อให้ประกันตัวหรือไม่เช่นกัน
จากร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่...) พ.ศ. ...ที่สนช.เพิ่งให้ความเห็นชอบไปล่าสุดนี้ ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจพอสมควร เนื่องจากระยะหลังมานี้ สนช.ได้ผลิตกฎหมายเกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริตออกมาค่อนข้างมาก
โดยเฉพาะ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติชอบ และร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ มีหัวใจสำคัญคือ การยกแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐในศาลอาญาเป็นศาลชำนัญพิเศษและใช้ระบบไต่สวนเป็นกลไกหลักในการทำงาน ต่างจากคดีอาญาทั่วไปที่เป็นระบบกล่าวหา
ดังนั้น นับจากนี้ไปต้องจับตาการทำงานของ สนช.และ ครม.ในช่วงระยะเปลี่ยนผ่านว่าจะสร้างกลไกปราบการทุจริตอย่างไร ซึ่งอาจสะเทือนไปถึงคนใหญ่ทั้งในและนอกประเทศไม่มากก็น้อย


