
สุภาพบุรุษ เซียวฮุดเส็ง
เซียวฮุดเส็งเป็นทั้งนักหนังสือพิมพ์ยุคบุกเบิก เป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ เป็นผู้ต่อสู้เพื่อสวัสดิภาพของชาวจีนในสยาม
โดย...กรกิจ ดิษฐาน
เซียวฮุดเส็งเป็นทั้งนักหนังสือพิมพ์ยุคบุกเบิก เป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ เป็นผู้ต่อสู้เพื่อสวัสดิภาพของชาวจีนในสยาม เป็นผู้สร้างความเข้าใจระหว่างจีน-ไทย เป็นพหูสูตที่พูดได้หลายภาษา และเป็นนักลิปิศิลป์ (นักเขียนอักษรจีนชั้นเลิศ) แม้แนวคิดของท่านเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพและความรักชาติก็ทรงพลังอย่างยิ่ง
เซียวฮุดเส็งท่านยังเป็นนักการเมืองที่รอบจัด มีสติปัญญาเฉียบแหลม ตัวท่านเป็นหนึ่งในผู้นำจีนรุ่นใหม่ต่อต้านราชวงศ์ชิง ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยกลุ่มจีนใหม่ฝ่ายปฏิรูป ถึงขนาดต่อต้านงานพิธีถวายบังคมดวงพระวิญญาณพระนางซูสีไทเฮากับพระเจ้ากวงซวี่ในวันสวรรคต ซึ่งจัดขึ้นที่โรงพยาบาลเทียนฟ้า
ก่อนหน้านี้ เมื่อครั้งที่ซุนยัตเซนมาเยือนสยามครั้งสุดท้าย ท่านพักอยู่ที่บ้านของเซียวฮุดเส็ง ระหว่างนั้นได้ปราศัยที่สำเพ็งปลุกเร้าให้โค่นล้มระบอบกษัตริย์ราชวงศ์ชิง ทางการสยามที่เคยเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ก็เริ่มสะดุ้งขึ้นมา แม้ว่ารัฐบาลสยามจะไม่มีความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับรัฐบาลต้าชิง แต่คงเพราะเนื้อหาการปราศรัยที่สั่นคลอนรอบกษัตริย์ จึงทำให้กระทรวงนครบาลต้องเชิญ ดร.ซุนออกจากพระราชอาณาจักร
ท่าทีโค่นเจ้าสร้างมหาชนรัฐของลูกจีน แม้จะไม่เกี่ยวกับสถาบันสูงสุดของสยาม แต่สร้างความหวาดระแวงอย่างยิ่งต่อเจ้าหน้าที่ ด้วยเหตุนี้กระมังเซียวฮุดเส็งจึงต้องเปิดหนังสือพิมพ์จีนโนสยามวารศัพท์ขึ้นมาสร้างความเข้าใจ และด้วยเหตุนี้กระมัง ในงานเปิดสมาคมชาวจีน แทนที่จะประกาศจุดยืนต้านศักดินา ท่านกลับเชิญเจ้าพระยายมราช ขุนนางผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมาร่วมงาน และเป็นผู้นำให้ชาวจีนลุกขึ้นถวายบังคมและเป็นผู้อ่านบทราชสดุดีพระเจ้าแผ่นดินสยาม
บ้างก็ว่าคือการแสดงความเชื่อมั่นของท่านต่อพระเจ้าแผ่นดินสยาม ซึ่งแม้จะทรงมีอำนาจ (เกือบจะ) ล้นฟ้าตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ก็มีท่าทีเปิดกว้างต่อการปฏิรูปเปิดโอกาสให้หนังสือพิมพ์วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างค่อนข้างเสรี บางทีเซียวฮุดเส็ง ซึ่งศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย (หรือระบอบมหาชนรัฐ?) อาจจะมองเห็นว่าระบอบราชาธิปไตยที่ยืดหยุ่นแบบสยามพึงประสงค์เสียยิ่งกว่าระบอบรวบอำนาจเบ็ดเสร็จของราชวงศ์ชิง
บ้างก็อาจมองว่านี่คือกระบวนท่า "รู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง" แบบนักการทูตและนักการเมืองมือฉมัง มิใช่ท่าทีเอาตัวรอด แต่เป็นการบริหารโอกาสและอุดมการณ์ชั้นเอกอุ ความสามารถในทางการเมืองของเซียวฮุดเส็งนั้นไม่เป็นรองใคร ไม่เพียงช่วยเหลือปวงประชาชนทั้งจีนแผ่นดินใหญ่และจีนโพ้นทะเลให้พบทางสว่าง แต่ยังทำให้ท่านเป็นที่รักของประชาชน เป็นที่เคารพนับถือของคนวงการเมืองด้วยกัน ดังจะเห็นว่าท่านได้รับเลือกเป็นคณะกรรมการกลางของพรรคก๊กมินตั๋งถึง 5 สมัย
การเป็นนักการเมืองไม่ใช่แค่จะทำเพื่อประชาชนอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องรู้แจ้งแทงตลอดในกลเกมแห่งอำนาจ เพราะในป่าแห่งการสัประยุทธ์ (บู๊ลิ้ม) ความปรานีอาจมีเพียงบนใบหน้า และหัวใจนั้นอาจซ่อนการฆ่าฟันไว้
ดังนั้น นักสู้เพื่อความเปลี่ยนแปลงจะโหนอุดมการณ์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องรู้ทักษะรัฐประศาสนศาสตร์ด้วย หาไม่แล้วแม้จะชนะแต่ยากจะรักษาอำนาจไว้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ดร.ซุนยัตเซนที่นำจีนเข้าสู่ยุคใหม่ แต่ไร้ซึ่งอำนาจในกาลต่อมา เพราะท่านยึดมั่นถือมั่นในอุดมการณ์ หากขาดทักษะการต่อสู้กับพวกเสือสิงห์กระทิงแรด
เซียวฮุดเส็งสู้มาหลายสมรภูมิ ทั้งพวกหัวโบราณในบางกอก พวกนักปฏิวัติจอมปลอมสมุนหยวนซื่อข่าย และพวกก๊กมินตั๋งสายอำนาจนิยม ไหนจะต้องสู้กับญี่ปุ่นที่รุกรานทั้งจีนและสยามอีกเล่า
นี่คงเป็นเหตุผลที่เซียวฮุดเส็งสามารถยืนหยัดมาได้จนถึงบั้นปลายชีวิต ขณะที่พลพรรคก๊กมินตั๋งสายกว่างโจวถูกกำจัดไปทีละคนสองคน กระทั่งคงเห็นแล้วว่า ยากที่จะต้านทานเจียงไคเช็กที่มีอำนาจเห่อเหิมมากขึ้นทุกวัน ท่านจึงเดินทางกลับไทยเพียงไม่นานก่อนที่มหาสงครามเอเชียบูรพาจะลุกลามมาถึงแผ่นดินเกิด
ปรีดี พนมยงค์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น (พ.ศ. 2482) เคยกล่าวถึงเซียวฮุดเส็งเอาไว้ว่า
"จริงอยู่นายเซียวฮุดเส็ง สีบุญเรือง ได้สืบเชื้อสายมาจากจีน และได้ช่วยเหลือประเทศจีนในการปฏิวัติ และการร่วมมือบริหารประเทศจีน แต่ในส่วนประเทศไทยนั้น นายเซียวฮุดเส็ง สีบุญเรือง ก็ได้ตั้งใจช่วยเหลือ หนังสือพิมพ์จีนโนสยามวารศัพท์ได้ทำหน้าที่นำให้เกิดมติมหาชนไปในทางระบอบประชาธิปไตย บางท่านอาจจะเฉลียวใจว่า ผลประโยชน์ของประเทศจีนและประเทศไทยอาจจะขัดกันขึ้นได้ และความเห็นของนายเซียวฮุดเส็งอาจจะลำเอียงไปในทางให้เสื่อมประโยชน์แก่ประเทศไทย แต่ข้าพเจ้าได้พิจารณาแล้ว นายเซียวฮุดเส็งได้พยายามให้ชาวจีนได้เข้าใจเหตุผลของชาวไทย ไม่ให้ชาวจีนคิดถึงประเทศจีนถ่ายเดียว ให้คิดถึงประเทศไทย ช่วยเหลือประเทศไทย เหมือนอย่างนายเซียวฮุดเส็ง สีบุญเรือง ได้บำเพ็ญตนอยู่เช่นนั้น"
คำกล่าวนี้น่าจะสรุปความเป็นตัวตน คนรักชาติ รักแผ่นดิน และรักประชาธิปไตยของเซียวฮุดเส็งได้ดีที่สุด







