
ภาพยนตร์เชื่อมอัตลักษณ์
โดย...คาริม รัสลาน
โดย...คาริม รัสลาน
อาจกล่าวได้ว่าวงการภาพยนตร์อินโดนีเซียกำลังจะเข้าสู่ยุครุ่งเรือง โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ มีภาพยนตร์ถึง 8 เรื่องที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งมียอดขายตั๋วมากกว่า 1 ล้านใบ เมื่อเทียบกับปี 2015 ที่มีเพียง 3 เรื่องเท่านั้น
โปสเตอร์ภาพยนตร์ที่อยู่ทั่วท้องถนนหลายแห่งในกรุงจาการ์ตา และการจัดงานเปิดตัวภาพยนตร์เพื่อดึงดูดบรรดาแฟนๆ สะท้อนให้เห็นว่า กรุงจาการ์ตาเมืองหลวงของอินโดนีเซีย ได้กลายเป็น “จอลลิวูด” หรือศูนย์กลางภาพยนตร์ของประเทศ
ภาพยนตร์ที่สร้างปรากฏการณ์นี้ คงหนีไม่พ้นภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ เรื่อง “อดา อพา เดนกัน ซินตา” (Ada Apa Dengan Cinta) หรือ “เอเอดีซี” ซึ่งเปิดตัวภาคแรกในปี 2002 และภาค 2 ในปี 2016
เอเอดีซีเปรียบเสมือนนอตติ้ง ฮิลล์ เวอร์ชั่นอินโดนีเซีย กำกับโดยทีมงานของ รีรี ริซา และ มิรา เลสมานา ซึ่งกลายมาเป็นสัญลักษณ์และเกี่ยวพันกับอัตลักษณ์ของอินโดนีเซียในยุคหลังปฏิรูป ความเคลื่อนไหวใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับเอเอดีซี ล้วนกลายเป็นกิจกรรมระดับชาติและยังสร้างกระแสนิยมให้กับคู่รักในหนังอย่าง ดิอัน ซาสโตรวาร์โดโย ผู้รับบท ซินตา ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนความสวยงามของ เคต วินสเล็ต ขณะที่พระเอกคือ นิโคลัส สปุตรา นักแสดงหนุ่มผู้หล่อเหลา
“วงการภาพยนตร์ท้องถิ่นเผชิญภาวะวิกฤตมาอย่างมากโดยเฉพาะในช่วงปี 1990 โดยในขณะนั้นการดำเนินการทุกอย่างเกี่ยวกับภาพยนตร์ต้องได้รับใบอนุญาต และต้องได้รับการตรวจสอบก่อน ต่อมาอดีตประธานาธิบดี อับดุลเราะห์มาน วาฮิด ได้เข้ามาเปลี่ยนกฎเกณฑ์ดังกล่าว และทำให้วงการภาพยนตร์มีอิสรเสรีมากขึ้น” มิราเลสมานา กล่าว
ก่อนหน้านี้ มิราและรีรี ได้ทำภาพยนตร์เด็ก เรื่อง “เชอร์รินาส์ แอดเวนเจอร์” ซึ่งได้รับความนิยมอย่างน่าประหลาดใจ ทำให้ผู้กำกับทั้งสองสนใจเจาะตลาดภาพยนตร์วัยรุ่น
“หลายคนมองว่าเป็นความคิดที่บ้ามาก แต่ฉันเชื่อว่าถ้าเราสามารถเลือกใช้ภาษาที่เหมาะสม เพื่อให้เข้าถึงโลกของกลุ่มคนเหล่านั้น แสดงว่าเราสื่อสารไปถึงพวกเขา” มิรา กล่าว
ทั้งนี้ การยกเลิกระบบคุมเข้มวงการภาพยนตร์ในยุคอดีตประธานาธิบดี ซูฮาร์โต ทำให้ผู้ผลิตภาพยนตร์สามารถใช้ภาษาบาฮาซา กอล หรือภาษาพูดทั่วไปได้ นอกจากนี้ เอเอดีซี ภาค 1 ยังได้นำกวีนิพนธ์อันมีพลังของ ไชริล อันวาร์ กวีชื่อดังชาวอินโดนีเซีย ผู้เป็นตัวแทนแห่งอิสรภาพ เข้ามาใช้ร่วมกับบทพูดของผู้เขียนบทคนดังอย่าง สจูมาน ดีจายา ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่น่าทึ่ง และนำไปสู่การผสมผสานกันอย่างเป็นธรรมชาติระหว่างภาษาธรรมดาทั่วไปและภาษากวี
ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับรีรีแล้วเพลงประกอบภาพยนตร์ยังถือเป็นส่วนที่เสริมสร้างพลังความรู้สึกให้กับบทละครได้มากยิ่งขึ้น โดยภาพยนตร์สามารถจับความเยาว์วัยของ “ความเป็นอินโดนีเซีย” เอาไว้ได้
เมื่อย้อนไปช่วงเปิดตัวภาพยนตร์ภาคแรกในปี 2002 ภาพยนตร์ได้สะท้อนมุมมองด้านบวกว่า ความรักและมิตรภาพสามารถเอาชนะความอยุติธรรมและความรุนแรงได้ ซึ่งสวนทางกับสภาพความเป็นจริงอันหดหู่ ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองที่เกิดขึ้นในสังคมอินโดนีเซียขณะนั้น ซึ่งเป็นช่วงที่ เมกาวาตี ซูการ์โนบุตรี อดีตประธานาธิบดีหญิง พยายามรวบอำนาจหลังถูก อับดุลเราะห์มาน วาฮิด พยายามยื่นถอดถอน ขณะเดียวกันความขัดแย้งทางศาสนารุนแรงในอัมบนและกาลิมันตันก็ปะทุขึ้น
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของยุคหลังการปฏิรูป เอเอดีซียังสะท้อนภาพกรุงจาการ์ตาในฐานะเมืองอันโรแมนติก ซึ่งเต็มไปด้วยร้านกาแฟเก่าๆ ร้านหนังสือมือสอง และถนนที่ประดับด้วยแสงไฟสลัว แม้ว่าฉากในตอนจบจะไม่ได้แสดงถึงความรักที่จบลงอย่างสมบูรณ์แบบก็ตาม
ในอีก 14 ปีต่อมา ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับมามีชื่อเสียงอีกครั้ง หลังเวอร์ชั่นย่อของภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ซึ่งถ่ายทำโดยผู้ผลิตละครจากเกาหลีใต้ กลายเป็นกระแสโด่งดัง
แม้เอเอดีซีภาค 2 ซึ่งเป็นภาคต่อของภาพยนตร์ภาคแรกนั้นน่าผิดหวัง แต่ก็ยังสามารถสร้างกระแสได้ด้วยยอดขายตั๋วภาพยนตร์ถึง 3.7 ล้านใบ โดยในเอเอดีซี ภาค 2 ทั้งตัวพระเอกและนางเอกของเรื่อง รวมทั้งผู้ชมชาวอินโดนีเซียต่างเปลี่ยนไปแล้ว ทุกฝ่ายล้วนอิ่มตัวกับบทของพระ-นาง ในตอนจบของภาค 1 และสุดท้ายภาพยนตร์จบลงอย่างมีความสุข
ภาพยนตร์ภาคแรกได้เล่าเรื่องการเติบโต การค้นหาตัวเอง และการเลือกอันยากลำบากระหว่างเพื่อน ครอบครัว และคนรัก แตกต่างจากภาคสองที่สะท้อนถึงขีดจำกัดของสิ่งที่ได้เลือกไปแล้ว บางทีนี่อาจเป็นสาเหตุว่า ทำไมเอเอดีซีจึงสามารถเข้าไปอยู่ในใจของชาวอินโดนีเซียได้ อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่าอินโดนีเซียเดินทางมาไกลเท่าใดแล้ว และยังสามารถไปได้อีกไกลแค่ไหน







