posttoday
ข้อสังเกตที่มาของ สว.แบบเลือกไขว้

ข้อสังเกตที่มาของ สว.แบบเลือกไขว้

15 กันยายน 2559

โดย...รศ.ดร.วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ

โดย...รศ.ดร.วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ

จากบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ... (ฉบับผ่านประชามติ) มาตรา 107 และมาตรา 269 เกี่ยวกับที่มาของ สว. ประกอบกับมาตรา 272 และตามประเด็นคำถามของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (คำถามพ่วง) ที่ผ่านการลงประชามติของประชาชน จึงมีข้อสังเกตในประเด็นต่างๆ ดังนี้

1.การแบ่งกลุ่มสาขาอาชีพตามมาตรา 107 ยังไม่มีความชัดเจน (ต้องมีการบัญญัติไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญต่อไป) เนื่องจากสังคมไทยมีความหลากหลาย การจดแจ้งหรือขึ้นทะเบียน ยังไม่ครอบคลุมกลุ่มประชาชนทั้งหมด ควรถอดบทเรียนของการแจ้งจดของสภาที่ปรึกษาฯ สภาพัฒนาการเมือง และสภาองค์กรชุมชนกอปรกับกลุ่มผลประโยชน์ (Interest Group) มีความเข้มแข็งที่แตกต่างกัน ที่สำคัญจำเป็นหรือไม่ที่ต้องกระจายไปทุกอำเภอ/เขต จำนวน 928 อำเภอ/เขต อาจทำให้กลุ่มอาชีพที่อ่อนแอจะถูกครอบงำจากกลุ่มที่แข็งแรงกว่า อันนำไปสู่การเจรจาต่อรองในเชิงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่อาจหนีทุนสามานย์ไม่พ้น

ทั้งนี้ พื้นฐานของการเกิดกลุ่มผลประโยชน์/กลุ่มอาชีพที่แท้จริง จะคำนึงถึงอุดมการณ์การรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มตนเองเป็นที่ตั้ง อาทิ กลุ่มเกษตรกรจะมีความรู้ความเข้าใจและรักษาผลประโยชน์เฉพาะเรื่องของกลุ่มตนเองเป็นสำคัญ และในความเป็นจริงของบริบทสังคมไทย กลุ่มองค์กรต่างๆ ที่หลากหลายอุดมการณ์จะเป็นข้อด้อยอย่างยิ่งของผู้แทนกลุ่มเข้ารับสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาไปเลือกข้ามกลุ่มโดยไม่เข้าใจและไม่รู้จักธรรมชาติของการรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่กลุ่มตนเอง

2.เจตนาการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาให้มีการเลือกไขว้ คือ การเลือกผู้สมัครในกลุ่มด้านอื่นที่ไม่ใช่กลุ่มเดียวกัน น่าจะเป็นการทำให้เกิดระบบการเมืองแบบวิ่งเต้นและหนีความเป็น Block Vote ไม่พ้น ซึ่งจะนำไปสู่พฤติกรรมทางการเมืองแบบระบบอุปถัมภ์ค้ำจุนเล่นพรรคเล่นพวก สุดท้ายคือ ซื้อขายแลกเปลี่ยนตัวบุคคลกัน หรือเป็นการส่งเสริมพฤติกรรมทางการเมืองแบบอุปถัมภ์ค้ำจุน (แบบไทย) และทำให้เกิดบรรยากาศแต่ละคนในกลุ่มขาดความสามัคคี ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของกลุ่มตนเองเพราะไม่ได้เลือกกันเอง แต่จะไปวิ่งเต้นล็อบบี้ (Lobby) กลุ่มผลประโยชน์/กลุ่มอาชีพอื่นๆ ให้มาลงคะแนนให้ตนเอง เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น

3.จากบทเรียนของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่แบ่งออกเป็นกลุ่มในภาคเศรษฐกิจ ภาคสังคม ฐานทรัพยากรและผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า

3.1 การมีสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อให้สมาชิกมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ข้อเท็จจริงจากกลุ่มสาขาอาชีพต่างๆ น่าจะเหมาะสมกับการเป็นที่ปรึกษาหรือเวทีรับฟังความคิดเห็นเป็นสำคัญ แต่หากตัวแทนสาขาอาชีพเข้ามามีบทบาทในฐานะนักการเมือง คือ มาเป็นสมาชิกวุฒิสภาและเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐ น่าจะเป็นผู้มีความสุ่มเสี่ยงด้วยเหตุปัจจัยอย่างน้อย 2 ประการ ได้แก่

1) องค์ความรู้ของสมาชิกที่มีความหลากหลายทั้ง 20 กลุ่ม อาจมีทัศนคติและการมองปัญหาในมิติระดับมหภาคและระดับจุลภาค ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่แตกต่างกันเกินไป เช่น กลุ่มอาชีพเกษตรกรได้บุคคลที่มีองค์ความรู้แบบเกษตรกร มีทัศนคติ มุมมองแบบเกษตรกร กับกลุ่มอาชีพการเงิน การคลังหรืองบประมาณ หรือกลุ่มอาชีพการประกอบการอุตสาหกรรม การสร้างมติรวมกันในเชิงคุณภาพค่อนข้างทำได้ยาก ซึ่งในสภาวะของการเปลี่ยนผ่านที่เน้นการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ที่มีความสลับซับซ้อน รวมทั้งการมองยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จึงทำให้พื้นฐานองค์ความรู้ของสมาชิกวุฒิสภาเป็นเรื่องสำคัญ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางความคิดและการตัดสินใจที่บิดเบือนได้

2) ทักษะหรือความเชี่ยวชาญในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย พบว่ามีความท้าทายเป็นอย่างมากที่อาจจะไปส่งผลกระทบวิถีชีวิตของบุคคลซึ่งได้รับเลือกมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา (นักการเมือง) ที่จากเดิมเป็นเพียงผู้นำกลุ่ม แต่ต้องมาทำหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่มากขึ้นในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย และหน้าที่สำคัญคือ การให้ความเห็นชอบบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ การกลั่นกรองกฎหมาย จำเป็นต้องมีทักษะและองค์ความรู้อย่างเพียงพอ ทำให้วิถีชีวิตบุคคลนั้นเปลี่ยนมาเป็นนักการเมือง ทำให้ความบริสุทธิ์ในฐานะกลุ่มผลประโยชน์จางหายไป

3.2 ประสบการณ์การเลือกกันเองของการได้มาซึ่งสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ มีการอ้างถึงการบล็อกโหวต (Block Vote) เป็นการเลือกแบบเจาะจงเฉพาะบุคคลที่กลุ่มที่แข็งแรงหรือบุคคลที่จับกลุ่ม
รวมกัน ตกลงกันก่อนหรือดูตัวกันก่อนว่าใครเป็นใครแล้วจัดแจงชี้แจงนอมินีให้มาลงคะแนนตามที่ตกลงกัน ถึงแม้จะให้มีการเลือกไขว้ก็ทำได้ นอกจากนี้ การคิดแบบง่ายๆ ว่า เลือกกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มตนเอง จะได้ไม่รู้จักกัน จะทำให้ป้องกันการ Block Vote ได้น้อยลง แต่อาจสร้างความสับสนอย่างมากถึงเรื่องการเป็นตัวแทนกลุ่มอาชีพที่แท้จริง กลายเป็นว่าตัวแทนกลุ่มอาชีพที่อาจไม่ใช่บุคคลอันเป็นที่ยอมรับของกลุ่มตนเองหรือกลุ่มนั้นๆ นอกจากนี้ มิได้มีหลักประกันใดๆ ว่าจะทำให้การ Block Vote ลดน้อยลงหรือไม่

หากพิจารณาดูวิธีการจัดตั้งแบบ Block Vote นำมาใช้โดยผู้รับสมัครระดับผู้นำหรือผู้ที่ต้องการเป็นสมาชิกวุฒิสภาในแต่ละกลุ่มอาชีพรวมกันนั่งประชุมกำหนดตัวบุคคลกันตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด เพื่อให้เกิดนอมินี หรือบุคคลที่ไปลงคะแนนให้กับอีกกลุ่มอาชีพอื่นที่ตกลงหรือกำหนดล็อกเป้าหมายไว้ให้ไปลงคะแนนเลือกไขว้ไว้อย่างชัดเจน ซึ่งดูเหมือนจะมีความเป็นไปได้ที่แนวทางจัดตั้งแบบ Block Vote จะนำมาใช้โดยกลุ่มอาชีพที่เข้มแข็งจะได้เปรียบกลุ่มอาชีพที่อ่อนแอ พูดง่ายๆ ว่า “เงิน” ก็อาจซื้อค่าเสียเวลา ค่าจัดตั้งบุคคลเป็นนอมินีได้ทั้งนั้น

สรุป การมีผู้แทนปวงชนชาวไทยในระบบเลือกแบบไขว้นี้ เมื่อเลือกได้บุคคลที่เหมาะสมเป็นสมาชิกวุฒิสภาแล้ว ก็ต้องตอบแทนบุญคุณกับกลุ่มที่สนับสนุนตนเองเข้ามา กลายเป็นคำนึงถึงผลประโยชน์ของกลุ่มอื่นๆ มากกว่าการรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มตน ทำให้หลักการการยึดโยงสาขาอาชีพกลุ่มต่างๆ เป็นเพียงการกล่าวอ้างเท่านั้น สิ่งที่น่าห่วงอย่างยิ่ง คือ การไม่รู้จัก ไม่เข้าใจกลุ่มอาชีพอื่นๆ ที่ไม่ใช่กลุ่มของตน แต่ต้องเลือก จึงเป็นการเลือกที่ไร้เหตุผล ไร้คุณภาพ เป็นเพียง “การแลกเปลี่ยน” ที่นำไปสู่การซื้อขายได้นั่นเอง

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่