posttoday
อียูดันไทยลดคาร์บอน

อียูดันไทยลดคาร์บอน

12 กันยายน 2559

ทั่วโลกกำลังรู้สึกถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบต่างๆ ทั้งการขาดแคลนน้ำ อุณหภูมิที่สูงขึ้น ภัยแล้งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น รวมถึงอุทกภัย ภัยธรรมชาติที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งสิ้น

ทั่วโลกกำลังรู้สึกถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบต่างๆ ทั้งการขาดแคลนน้ำ อุณหภูมิที่สูงขึ้น ภัยแล้งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น รวมถึงอุทกภัย ภัยธรรมชาติที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งสิ้น

เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ผู้แทนจาก 195 ประเทศ ได้เข้าร่วมประชุมกันที่กรุงปารีส เพื่อเจรจาข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศโลกฉบับใหม่ ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) นับเป็นผลสำเร็จแรกที่ได้ข้อตกลงที่มีผลผูกพันในทางกฎหมายกับทุกประเทศทั่วโลก โดยข้อตกลงนี้วางกรอบแผนที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยการจำกัดอุณหภูมิของโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส และเพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของข้อตกลงดังกล่าว แต่ละประเทศยังได้เห็นพ้องที่จะพยายามจำกัดไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส

ในปีนี้สหภาพยุโรป (อียู) ได้เห็นความพยายามของรัฐภาคีทั่วโลกในการสร้างแรงผลักดันทางการเมืองเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ มี 27 ประเทศแล้วที่ให้สัตยาบันเป็นภาคีในข้อตกลงอย่างสมบูรณ์ จาก 180 ประเทศที่ลงนามไว้ อียูยินดีกับการที่ประเทศไทยได้ประกาศภาระผูกพันไว้ ณ กรุงปารีส และขอสนับสนุนให้ประเทศไทยให้สัตยาบันต่อข้อตกลงปารีสโดยเร็วที่สุด

การให้สัตยาบันเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญในการนำข้อตกลงไปบังคับใช้ อย่างไรก็ตามสิ่งที่มีความสำคัญพอๆ กัน คือขั้นตอนของแต่ละประเทศที่จะแปลงสาระของข้อตกลงปารีสสู่นโยบายและกระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อให้เกิดการดำเนินการในระดับชาติและระดับนานาชาติ

สหภาพยุโรปและรัฐสมาชิกกำลังดำเนินการอย่างมุ่งมั่นที่จะให้เกิดผลในการทำงาน โดยได้ออกนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มีเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 40% ในปี 2030 พร้อมกับการผลักดันเศรษฐกิจแบบคาร์บอนต่ำ

สหภาพยุโรป จึงมีความยินดีที่แบ่งปันประสบการณ์และบทเรียนต่างๆ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศอื่นๆ อันที่จริงแล้ว เรามีความร่วมมือด้านนโยบายสภาพภูมิอากาศกับภาคีที่สำคัญอย่างกว้างขวางอยู่แล้ว สหภาพยุโรปจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนประเทศไทยและประเทศที่มีความเสี่ยง ในการพัฒนาแผนกลยุทธ์เพื่อก้าวสู่เศรษฐกิจแบบคาร์บอนต่ำและปรับต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สหภาพยุโรปและประเทศไทยเป็นพันธมิตรด้านการแก้ไขผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมายาวนาน โดยมีความร่วมมือในหลายรูปแบบ ทั้งทำงานด้านนโยบายและโครงการกิจกรรม ต่างๆ รวมถึงการส่งเสริมการบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืน และการก้าวสู่เศรษฐกิจแบบคาร์บอนต่ำ ตลอดจนการเพิ่มศักยภาพของชุมชนต่างๆ ในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง

นอกเหนือจากการพัฒนากลยุทธ์ทางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาวแล้วยังมีกิจกรรมต่างๆ ที่เราทุกคนสามารถทำได้ทันที โดยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ผู้แทนจากหลายประเทศจะเข้าร่วมประชุมกัน ณ นครมาร์ราคิช เพื่อหารือในเรื่องรายละเอียดทางเทคนิคต่างๆ ของข้อตกลงปารีส โดยประเด็นที่สำคัญจะรวมไปถึงการเพิ่มศักยภาพในการดำเนินการต่างๆ การชดเชยต่อความสูญเสีย ความเสียหายอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และการวางแผนงานในการบรรลุเป้าหมายการจัดหาเงินทุนด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ก่อนที่การประชุมนี้จะมาถึง หลายประเทศก็จะพยายามทำข้อตกลงพหุภาคีอื่นๆ เช่น การจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคส่วนการบิน และการยุติการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลต่อภาวะโลกร้อนอย่างรุนแรงในหลายๆ อุตสาหกรรม เช่น การแช่เย็นและเครื่องปรับอากาศ

ไม่ใช่เพียงแต่ภาครัฐบาลเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบ ภาคธุรกิจองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และภาคประชาสังคมก็มีส่วนสำคัญในการดำเนินการต่างๆ เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ตัวอย่างที่เห็นผลสำเร็จมาแล้ว เช่น โครงการ “เทศบาลคาร์บอนต่ำ” ที่ดำเนินโดยสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย โดยมีเทศบาลกว่า 100 แห่ง เข้าร่วมกิจกรรมและนอกจากนี้ ยังมีการต่อยอดกิจกรรมหลังจากโครงการดังกล่าวเสร็จสิ้น

บทความฉบับนี้ ร่วมลงนามโดยคณะเอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย เนื่องในโอกาสสัปดาห์แห่งการประชาสัมพันธ์เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน