
บทเรียนจากบอสตัน
โดย...มนตรี ศรไพศาล
โดย...มนตรี ศรไพศาล
การช่วยให้ประชาชน “เข้มแข็ง” จะทำให้ก้าวข้าม “กับดักความยากจน” ผมได้มีโอกาสมาส่งลูกเรียนที่สหรัฐอเมริกา และได้มีโอกาสไปที่บอสตัน ผมเห็นบ้านเมืองหลายๆ ด้านแล้ว รู้สึกได้บทเรียนหลายเรื่องที่น่าคิด ดังนี้ครับ
1. “ความเข้มแข็ง” ของผู้ลำบาก คือ “ความยิ่งใหญ่” ผมได้มีโอกาสไปเช่ารถที่สนามบิน แม้ว่าผมได้จองรถไว้แล้วผ่านระบบโทรมือถือ ผมกับลูกก็ยังต้องรอกรอกข้อมูล ตรวจสอบใบขับขี่นานาชาติ เราได้จังหวะมากที่ได้พบกับเจ้าหน้าที่อายุเกือบ 60 ปี มีอาการมือสั่นตลอดเวลา แต่ก็ยังมีอารมณ์ดีอย่างเข้มแข็ง พูดจาก็ช้ามาก เพราะสั่นนิดหน่อย แต่ก็ทักโน่นถามนี่
ผมต้องแอบสารภาพความบาปว่า ผมอดอมยิ้มไม่ได้เพราะทำให้นึกถึงการ์ตูนเรื่อง Zootopia ที่ได้พบกับสล็อตที่เคลื่อนไหวช้ามาก เราทำเอกสารอยู่กว่า 20 นาที ผมเริ่มสะกิดลูกว่า อย่าทักถามเพิ่มได้แล้ว
แต่ผมก็เชื่อว่า ผมก็ยังทำตัวดีใช้ได้ เพราะในใจผมยกย่องเขาจริงๆ และผมก็พูดคุยกับเขาดีมาก ด้วยคำพูด น้ำเสียง สายตาที่ให้เกียรติ เพราะผมชื่นชมกับผู้ที่แม้มีสภาพที่อ่อนแอ แต่ยังสามารถมีจิตใจที่เข้มแข็งและสดชื่นได้
การช่วยเหลือผู้ลำบากยากจน ไม่ได้สร้างภาระให้ผู้อื่น ไม่ได้สร้างภาระให้ลูกหลาน แต่เป็นการสนับสนุนให้มีโอกาสทำงานเท่าที่พอจะทำได้ สำหรับเราที่ได้ใช้บริการของเขา แม้จะต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นบ้าง ตอนที่เราทำเสร็จ คนอื่นๆ ที่มาพร้อมๆ กันก็เสร็จกันไปสักพักแล้ว แต่เราก็ได้รับความสุขใจและกำลังใจเมื่อเห็นคนที่ “สดชื่น” และ “เข้มแข็ง” เช่นนั้น
2. กล้าคิดกล้าทำ ไม่มีวาทกรรม “คนรวย-คนจน” ให้เป็นอุปสรรค บ้านเมืองทั่วไป มีความสวยงามดี ริมน้ำ ริมทะเล เป็นตึกสูงสวยงาม น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก
ผมแปลกใจที่นั่งรถบนทางหลวงขนาดประมาณ 8 ช่องทางใหญ่ ลอดใต้อาคารร้านค้าสะดวกซื้อ และมีร้านอาหารด้วย 2-3 แห่ง และที่ประหลาดใจมาก คือมีทางหลวงลอดใต้อาคารโรงแรมหลายชั้น ผมก็ยังงงงวยไม่เชื่อว่าเป็นไปได้ แต่พอผ่านมาอีกไม่กี่ร้อยเมตรก็เข้าใจ เพราะมีสะพานรถไฟผ่านทางหลวงระดับเดียวกันพอดี แสดงว่า ในเมื่อไม่น่าจะมีโอกาสต้องรื้อทางรถไฟนั้น การจะสร้างเป็นอาคารโรงแรมขึ้นมาก็น่าจะเป็นไปได้ ดูแปลกตาไปอีกแบบ แต่ก็ไม่ได้มีหลายแห่งจนเลอะเทอะ
ผมว่าการเป็นกิจการน้อยรายที่ได้สิทธิพิเศษเหล่านี้ อาจต้องมีการประมูลเพื่อให้ประโยชน์ภาครัฐที่สูงที่สุด และบรรดาอาคารริมน้ำ ก็เป็นตึกใหญ่ และสวย ทำให้มีทัศนียภาพสวยงาม น่าท่องเที่ยว
ผมเชื่อว่าเขาไม่มีการสร้างกระแสแบ่งแยก “คนรวย-คนจน” ต่อต้านการพัฒนาเหล่านี้ เพราะเมื่อมีรายได้จากกิจการเหล่านี้เข้ารัฐมากขึ้น ก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์กับประชาชนทั้งคนรวยคนจนได้ทั้งประเทศอยู่แล้ว ทั้งด้านสาธารณูปโภค การศึกษา ความมั่นคง การรักษาพยาบาล ฯลฯ
การสร้างความแตกแยก “คนรวย-คนจน” จึงเป็นบาปกรรมต่อแผ่นดินเกิด เพราะทุกๆ คนในประเทศเสรีประชาธิปไตยย่อมมีสิทธิที่จะทำงานหนัก พัฒนาตน และพัฒนาลูกหลาน คนมากมายสามารถพัฒนาจะเปลี่ยนฐานะจากจนเป็นรวย หรือคนที่ไม่ระมัดระวังในการใช้จ่าย ขี้เกียจ หลงทาง ก็อาจเปลี่ยนฐานจากรวยเป็นจนได้เช่นกัน ไม่ควรมีใครทำบาปสร้างความแตกแยกเช่นนั้นต่อแผ่นดิน
3. กล้า “คิดสร้างสรรค์” สิ่งใหม่ๆ ผมได้มีโอกาสแวะต่อเครื่องบินที่สนามบินวอชิงตัน แปลกใจมากที่เมื่อเราต้องต่อสนามบิน จากประตู A ไปประตู B เขามีป้ายชี้เหมือนจะให้เข้าประตูขึ้นเครื่องบิน แต่เมื่อเดินเข้าไป กลับเป็นประมาณตู้รถไฟที่กว้างใหญ่ประมาณ 2-3 เท่าของรถไฟธรรมดา ประตูสูงระดับประตูเครื่องบินลำใหญ่ๆ ไม่มีรางรถ แต่เป็นล้อ ดังนั้น ขาล้อจึงสูงมาก ราวกับหุ่นยนต์เรื่องสตาร์วอร์ส แล้วรถก็ออกประมาณทุกๆ 3-4 นาที และแล่นไปบนสนามบินที่เครื่องบินแล่นเลย เมื่อดูภาพไกล ถือว่าเป็นความคิดที่น่ารักมาก จริงๆ แล้ว บ้านเราก็มีบ่อยครั้งที่ต้องลงเครื่องบินด้วยบันไดมาขึ้นรถ ถ้าสามารถต่อที่ระดับเดียวกันได้ เป็นอาคารชั่วคราวที่ขับมาส่งที่ประตูสนามบินหลักด้วยรถบัสยักษ์อย่างนี้ได้ ก็จะนับว่าน่าสนใจทีเดียว
ถ้าเราร่วมกันคิด ร่วมกันพัฒนา ให้เราทุกคนเข้มแข็ง สดชื่นในการทำงาน พร้อมคิดสร้างสรรค์ รักกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่แบ่งแยก “คนรวย-คนจน” สังคมก็จะเข้มแข็งเติบโตได้อย่างยั่งยืนครับ







