posttoday
พื้นที่ปลอดภัยคือเงื่อนไขสำคัญ

พื้นที่ปลอดภัยคือเงื่อนไขสำคัญ

08 กันยายน 2559

โดย...ภุมรัตน  ทักษาดิพงศ์  

โดย...ภุมรัตน  ทักษาดิพงศ์  

การพบปะ “พูดคุยเพื่อสันติสุข” ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์เมื่อวันที่  27 ส.ค. 2559 ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย ด้วยผลอย่างที่คาดหมายกันไว้ล่วงหน้าว่าคงไม่มีอะไรมาก  เป็นการฟื้นฟูการพบปะกันใหม่โดยอยู่ในขั้นตอนของการสร้างความไว้วางใจ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าหมายความว่าอะไร อย่างไรก็ดีของแบบนี้จะไปเร่งรัดไม่ได้ ต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่างที่นายกรัฐมนตรีพูดไว้ ผู้เขียนก็ไม่ได้คาดหวังอะไร คิดเสียว่าดีกว่าอยู่เฉยๆ อย่างน้อยก็ให้ต่างชาติเห็นว่ารัฐบาลไทยมีเจตนาดีที่จะฟื้นคืนความสงบสุขในพื้นที่

ที่ไม่ได้คาดหวังอะไร เพราะรู้กันล่วงหน้าอยู่แล้วว่า กลุ่ม “มาราปัตตานี” เป็นเพียงกลุ่มที่มาเลเซียอุปโลกน์ขึ้นมา เหมือนอย่างที่เคยทำมาในครั้งก่อนๆ ตั้งแต่การสร้าง “ขบวนการเบอร์ซาตู” ที่ผู้นำมาเปิดโปงให้เราฟังว่าถูกอุปโลกน์อย่างไร จนถึง “ขบวนการบีอาร์เอ็น” สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และ “มาราปัตตานี” ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ส่วนทางการไทยนั้นที่ยอมพูดคุยด้วยก็เพื่อต้องการแสดงให้เห็นความจริงใจ และมุ่งลดความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยหวังว่าคณะที่มาพูดคุยกับฝ่ายไทยคงจะพูดกับกลุ่มก่อความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ลดความรุนแรงได้บ้าง เพื่อเป็นหนทางที่จะแก้ปัญหากันต่อไป แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

กลุ่มมาราปัตตานีมีข้อเสนอมากมาย โดยอ้างว่านี่เป็นการพูดคุยครั้งที่ 2 หลังจากที่เคยเปิดตัวมาแล้ว เงื่อนไขที่ตัวแทนมาราปัตตานีต้องการ คือ ต้องการให้ฝ่ายไทยประกาศให้การพูดคุยเป็น “วาระแห่งชาติ” ของรัฐบาล เพื่อเป็นการผูกมัดให้รัฐบาลชุดต่อๆ ไปต้องทำตาม ขอให้แกนนำได้รับความคุ้มกัน ซึ่งหมายถึงว่าจะมีการถูกจับกุม  และ “รับรองสถานะ” ของขบวนการมาราปัตตานี ซึ่งเขาสามารถนำไปใช้อ้างต่อประเทศต่างๆ ได้ถึงความมีตัวตนที่เทียบเท่ารัฐบาลไทย รวมทั้งต้องการยกระดับการพูดคุยให้เป็น “ทางการ” สรุปว่า มาราปัตตานีเตรียมตัวเต็มที่เพื่อหวังว่าจะได้จากทางการไทย โดยอ้างว่าเงื่อนไข 3 ข้อที่เสนอเป็นสิ่งจำเป็นมากที่จะทำให้กระบวนการเดินหน้าไปได้ ทำนองว่าหากฝ่ายไทยไม่รับ การพูดคุยก็ไม่เดินหน้าทำนองนั้น

หากดูเป้าหมายสุดท้ายของขบวนการผ่าน “วิสัยทัศน์” ที่กำหนดไว้ คือ ต้องการบริหารปกครองปัตตานี และถ้าดู “วัตถุประสงค์” ของขบวนการที่ระบุว่า ต้องการ “สิทธิการกำหนดชาตาตัวเอง” โดยอ้างข้อมติสหประชาชาติ ซึ่งมีข้อมติเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ 2 ข้อ คือ ข้อมติที่ 1514 ลงวันที่ 14 ธ.ค. 2503 และมติข้อ 2625 พ.ศ. 2513 ซึ่งสหประชาชาติมีวัตถุประสงค์หลักต้องการให้ประเทศอาณานิคมทั้งหลายได้รับเอกราช และให้ชนกลุ่มน้อยทั้งเรื่องภาษาและศาสนามีสิทธิในการกำหนดใจตนเอง

แต่ไม่เกี่ยวกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนหรือการกำหนดชาตาตนเองที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของประเทศนั้นๆ ดังนั้นขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่เรียกร้องขอกำหนดชาตาตนเอง จึงใช้ข้อมตินี้มาอ้างไม่ได้ เพราะสหประชาชาติมองเห็นแล้วว่า ไม่เช่นนั้นชนกลุ่มน้อยในประเทศต่างๆ คงขอใช้สิทธิกำหนดชาตาตนเองแยกดินแดนกันหมด ขณะนี้ขบวนการแบ่งแยกดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยได้ใช้องค์กรแนวร่วม อาทิ กลุ่มเปอร์มาส เคลื่อนไหวเรื่องนี้รองรับไว้แล้ว แต่รัฐบาลไทยไม่มีวันยอมเป็นอันขาด

สำหรับเงื่อนไขสำคัญที่คณะผู้แทนไทยเสนอ คือ “การสร้างพื้นที่ปลอดภัยใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนตามที่ทุกฝ่ายต้องการ และใช้กระบวนการยุติธรรมเท่าเทียม”เพราะไหนๆ พูดคุยกันแล้ว มาราปัตตานีที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของ 5-6 กลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาล ควรแสดงความจริงใจโดยการยุติความรุนแรง เปิดพื้นที่นำร่องที่ปลอดจากความรุนแรงเพื่อให้ประชาชนทำมาหากินอย่างสงบสุขก่อน หากมาราปัตตานีมีอำนาจจริงและพูดคุยกับกลุ่มก่อเหตุรุนแรงได้คงไม่ปฏิเสธข้อเรียกร้องนี้ ซึ่งเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศเห็นด้วย 

ขบวนการมาราปัตตานีไม่มีอะไรมาก ก็เพียงกลุ่มคนที่ “สันติบาล” และ “หน่วยข่าวกรอง” มาเลเซียอุปโลกน์ขึ้นมาเป็นตัวแทนขบวนการแบ่งแยกดินแดนภาคใต้ของไทย เหมือนกับขบวนการอื่นก่อนหน้านี้ เช่น “ขบวนการเบอร์ซาตู” หรือ “ขบวนการบีอาร์เอ็น” หรือล่าสุด “ขบวนการมาราปัตตานี” ซึ่งไม่สามารถสั่งให้กลุ่มก่อเหตุรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยุติความรุนแรงได้ เพราะไม่รู้จักกัน ตัวแทนขบวนการจอมปลอมเหล่านี้ยอมรับตั้งแต่แรกว่า สั่งพวกนั้นไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่า เมื่อพูดคุยกันแล้ว ทำไมความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ จึงไม่ยุติ หรือลดน้อยลง ขบวนการมาราปัตตานีก็ยอมรับว่าตนเองสั่งพวกนั้นไม่ได้ แต่กลับอ้างว่าต้องมี “ประกาศหยุดยิง” ก่อน

เป็นเรื่องที่ถูกต้องที่คณะผู้แทนไทยยืนยันไม่มีการลงนามในทีโออาร์ หรือบันทึกข้อตกลง และไม่ควรมีการบันทึกการพูดคุยเป็นลายลักษณ์อักษรที่ขบวนการฯ จะนำไปอ้างได้ในภายหลัง ส่วนทีโออาร์ที่มาเลเซียร่างขึ้นเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติทางธุรการในการพูดคุยก็เป็นเรื่องของมาเลเซีย แต่ต้องระวังอย่าให้ฝ่ายมาเลเซียทำหน้าที่เกินกว่า “ผู้อำนวยความสะดวก” ที่คุมเกมการพูดคุยทั้งหมด เวลานี้หน่วยข่าวกรองของมาเลเซียยัง “ออกลาย” ไม่ได้เต็มที่ เพราะนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเจอกับคดีเรื่องเงินๆ ทองๆ และคดีเครื่องบินมาเลเซียเที่ยวบิน เอ็มเอช 370  สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย 

เรื่องใหญ่ๆ เช่นนี้อย่าใจร้อน ต้องค่อยๆ ทำไป โดยยึดถือผลประโยชน์สำคัญยิ่งของชาติเป็นสำคัญ

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม