
บริโภคเอกชน ดันเศรษฐกิจท้ายปี
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
การที่ทูตพาณิชย์ไทยต่างปรับลดเป้าการส่งออกในตลาดต่างๆ ทั่วโลก ประกอบกับแถลงการณ์ของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ชาติ หรือ จี20 สะท้อนว่าการส่งออกปีนี้มีโอกาสติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 แน่นอนแล้ว และทำให้การอุปโภคบริโภคของภาคเอกชนยังเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้
ทั้งนี้ ตลาดส่งออกที่น่าสนใจมากที่สุด คือ สหรัฐและกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ที่เป็นความคาดหวังของกระทรวงพาณิชย์ ว่าจะพลิกฟื้นการส่งออกปีนี้ให้ขยายตัว 5% กลับไม่เป็นไปตามที่คาด เพราะเเศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้ฟื้นตัวอย่างที่คาด ทำให้ผู้บริโภคชาวสหรัฐยังไม่มั่นใจที่จะใช้จ่าย แม้แต่การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในเดือน พ.ย.ที่จะถึงนี้ ก็ไม่ช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐคึกคึกคัก ส่งผลให้ที่คาดว่าการส่งออกไปสหรัฐปีนี้จะโตได้ 5% อาจจะลดลลงเหลือเติบโตไม่ถึง 1%
ขณะที่ตลาดกลุ่มอาเซียน 9 ประเทศ ก็ปรับลดเป้าส่งออกปีนี้ กลายเป็นติดลบ 0.8% จากเดิมที่คาดว่าจะโตได้ถึง 7.4% ถือว่าผิดคาดอย่างมาก
ขณะที่เศรษฐกิจโลกล่าสุดจากคำแถลงของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ ระบุระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศ จี20 ที่ว่าเศรษฐกิจโลกที่จะยังคงอ่อนแอ และยังมีความเสี่ยงในช่วงขาลง ก็ต้องทำใจแล้วว่าการส่งออกของไทยและทั่วโลกจะยังคงไม่สดใสนัก และอาจไม่สดใสต่อเนื่องไปถึงปีหน้า
ไอเอ็มเอฟยังเตือนด้วยว่าการค้าโลกยังเผชิญอุปสรรคหลายเรื่อง โดยเฉพาะการปกป้องทางการค้าที่ทุกประเทศต่างจะกำหนดเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคการค้าระหว่างกัน แสดงให้เห็นว่าการปกป้องทางการค้าส่อเค้าจะรุนแรงขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาไทยเองก็เจอมาตรการปกป้องทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ทำเอาสินค้าส่งออกดาวรุ่งได้รับผลกระทบอย่างมาก เช่น กรณีรายงานการค้ามนุษย์ (TIP Report) ของสหภาพยุโรปที่กระทบต่อสินค้าประมง เป็นต้น
ความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกที่กระทบต่อการค้า การส่งออกของไทย ยังมีปัจจัยเรื่องการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ที่ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็วและคาดการณ์ไม่ได้ และทำให้ค่าเงินบาทที่เคยช่วยธุรกิจส่งออกให้มีกำไรค่าเงินบาทจากเงินบาทที่อ่อนค่าลง ต้องสูญเสียรายได้ (ไม่ใช่สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน)
ซึ่งหากดูตัวเลขทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคสมัยที่ วิรไท สันติประภพ เข้ารับตำแหน่งแล้ว จะเห็นว่า ธปท.ได้ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เข้าดูแลค่าเงินบาทอย่างมหาศาล โดยทุนสำรองฯ เพิ่มขึ้นจาก 1.55 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในเดือน ต.ค. 2558 เป็น 1.82 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และหากนับการทำฟอร์เวิร์ดสุทธิอีก 1.81 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือทุนสำรองฯ เพิ่มถึง 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ทุนสำรองฯ ที่เพิ่มขึ้นภายในปีเดียวประมาณ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งหากเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ว่า เฟดหนีไม่พ้นต้องขึ้นดอกเบี้ย และจะทำให้มีเงินทุนไหลออก กดให้เงินบาทอ่อนค่าลง การลงแรงของ ธปท.จำนวนมหาศาลก็ไม่สูญเปล่า ยกเว้นว่าค่าเงินบาทจะไม่เป็นตามที่คาดการณ์ไว้ ธปท.ก็อาจจะต้องรับกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น
แต่สุดท้ายคือ ผู้ประกอบการส่งออกของไทยได้ประโยชน์เต็มๆ ไปแล้วในช่วงที่ผ่านมา ผ่านการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของ ธปท.ดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกและภาคการส่งออกไทยดังกล่าว ทำให้ประเมินได้ว่าช่วงที่เหลือของปีนี้ที่เหลืออีกประมาณ 3 เดือนเศษ เศรษฐกิจไทยยังคงต้องพึ่งพาการบริโภคภาคเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อนเหมือนที่ผ่านมา
โดยในกลุ่มเกษตรกรที่มีสัดส่วนสูงกว่าประชากรกลุ่มอื่นๆ เชื่อว่าจะเริ่มมีรายได้เพิ่มขึ้นจากผลผลิตภาคเกษตรที่เพิ่มขึ้น หลังจากภัยแล้งผ่านพ้นไป ประกอบราคาสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ยางพารา อ้อย ก็ปรับตัวดีขึ้น และยังมีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น มาตรการแทรกแซงราคาข้าว โดยฤดูกาลผลิต 2559/2560 ที่ผลผลิตข้าวจะทยอยออกมาช่วงเดือน พ.ย. ด้วยการรับจำนำยุ้งฉาง การชดเชยดอกเบี้ยโรงสี 3% เพื่อให้โรงสีซื้อข้าวมาเก็บไว้ในสต๊อก จะช่วยให้ชาวนาขายข้าวในราคาที่ดีขึ้น ทำให้มีรายได้จับจ่ายใช้สอยช่วงปลายปี
ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวก็มีแนวโน้มว่านักท่องเที่ยวจากต่างประเทศจะเข้ามาในไทยได้ตามเป้าหมาย สร้างรายได้ให้ได้ตามที่ตั้งไว้ คือ 2.58 ล้านล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีกำลังซื้อสำคัญจากประชากรกลุ่มผู้มีรายได้สูง ที่มีความรู้และมีช่องทางในการเล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและมีรายได้ในรูปของความมั่งคั่ง (Wealth) จากราคาหุ้นที่ปรับขึ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ได้เพิ่มขึ้นจากต้นปีที่มี 12.28 ล้านล้านบาท เป็น 14.46 ล้านล้านบาท เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2559 ที่ผ่านมา หรือมาร์เก็ตแคปเพิ่มขึ้น 2.18 แสนล้านบาท และเข้าหมุนเวียนจับจ่ายใช้สอยในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน
ซึ่งหากไม่มีเหตุอะไรพลิกผัน ตลาดหุ้นไทยก็จะยังสามารถเป็นแหล่งสร้างความมั่งคั่งได้ เมื่อดูจากโบรกเกอร์หลายแห่งออกมาคาดการณ์ว่าจะยังมีแรงซื้อจากต่างประเทศเข้ามาอีกไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท ช่วยกลุ่มคนที่มีรายได้สูง 20% ของประชากรทั้งหมดมีรายได้เพิ่ม
รายได้ที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้เกิดการบริโภค และขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกแรงหนึ่งในช่วงไตรมาสที่เหลือของปี







