
ดันทุรังอัดคิวอีไร้ผล อานิสงส์ถึงมือประชาชนช้า
บรรดานักเศรษฐศาสตร์ต่างคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะขยายระยะเวลามาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ซึ่งมีกำหนดจะสิ้นสุดเดือน มี.ค. 2017 ออกไปอีก ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางญี่ปุ่น(บีโอเจ) ก็มีกำหนดการประชุมในวันที่ 20-21 ก.ย.นี้ โดยตลาดต่างคาดหวังให้บีโอเจผ่อนคลายมาตรการเพิ่มอีก และหนึ่งในอาวุธหลักของบีโอเจก็คือมาตรการซื้อคืนสินทรัพย์ หรือคิวอี
บรรดานักเศรษฐศาสตร์ต่างคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะขยายระยะเวลามาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ซึ่งมีกำหนดจะสิ้นสุดเดือน มี.ค. 2017 ออกไปอีก ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางญี่ปุ่น(บีโอเจ) ก็มีกำหนดการประชุมในวันที่ 20-21 ก.ย.นี้ โดยตลาดต่างคาดหวังให้บีโอเจผ่อนคลายมาตรการเพิ่มอีก และหนึ่งในอาวุธหลักของบีโอเจก็คือมาตรการซื้อคืนสินทรัพย์ หรือคิวอี
อย่างไรก็ตาม การใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของบรรดาธนาคารกลางกลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เนื่องจากขณะนี้ธนาคารกลางใหญ่ทั่วโลกทุ่มใช้มาตรการผ่อนคลายจนมีงบดุลขยายขึ้น แต่งบดุลดังกล่าวกลับไม่สามารถช่วยเหลือเศรษฐกิจได้เท่าที่ควร โดยเฉพาะในเศรษฐกิจภาคจริง ซึ่งรวมถึงผู้บริโภคที่เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้ว
จากข้อมูลของ ฮานส์ โลเรนเซน นักวิเคราะห์จากซิติกรุ๊ป ระบุว่า ธนาคารกลางรายใหญ่ทั้ง 6 แห่ง รวมถึงบีโอเจ อีซีบี และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีงบดุลรวมกันมากถึง 37% ของขนาดเศรษฐกิจทั้งโลก แต่เงินมหาศาลดังกล่าวกลับลงไปไม่ถึงเศรษฐกิจภาคจริง โดยความเห็นของโลเรนเซนยังสอดคล้องกับนักวิเคราะห์อีกหลายคน เช่น เบรน คัลตัน นักเศรษฐศาสตร์จากฟิทช์ เรทติ้งส์ และอัลเบอร์โต กัลโล หัวหน้านักกลยุทธ์เศรษฐศาสตร์มหภาคจากอัลจีบริส แมโคร เครดิต ฟันด์
การทำคิวอีคือการซื้อสินทรัพย์ครั้งหนึ่งหลายพันล้านเหรียญสหรัฐจากบรรดาธนาคารหรือสถาบันการเงิน เพื่อให้บรรดาธนาคารพาณิชย์มีเงินในมือมากขึ้น และทำให้ความรู้สึกอยากปล่อยกู้มีมากขึ้นไปด้วยเช่นเดียวกัน ขณะที่การซื้อสินทรัพย์อย่างตราสารหนี้ยังทำให้อัตราดอกเบี้ยปรับตัวลดลงไปด้วย และทำให้ผู้คนอยากกู้ยืมนำไปลงทุน เช่น ซื้อเครื่องจักร เพิ่มเงินเดือนให้แก่พนักงาน และจ้างงานเพิ่ม
อย่างไรก็ตาม การทำคิวอีกลับไปกระทบกับการลงทุนในสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ เพราะภาคธนาคารพาณิชย์ก็มีการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เช่นเดียวกัน โดยเมื่อรวมกับการทำคิวอีของธนาคารกลางที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผลกระทบดังกล่าวก็ยิ่งเกิดกับธนาคารพาณิชย์ เช่น บีโอเจ ซึ่งขณะนี้ถือพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นมากถึง 35% ของทั้งหมดในตลาดเข้าไปแล้ว
เมื่อผลกระทบเกิดกับความสามารถในการทำรายได้ของภาคธนาคาร ความต้องการจะปล่อยกู้ของภาคธนาคารก็จะน้อยลงตามไปด้วย นับเป็นผลกระทบซึ่งถือเป็น “ลูกหลง” ประการแรกของการใช้คิวอี
การเทเงินมหาศาลของธนาคารกลางเข้าสู่ระบบ ทำให้เกิดการนำเงินดังกล่าวไปลงทุนในตลาดหุ้นจนตลาดหุ้นขยายตัว ซึ่งเป็นประโยชน์มหาศาลกับภาคเอกชนที่จดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์ อย่างไรก็ตาม แทนที่ภาคเอกชนจะนำเงินที่ได้จากตลาดหุ้นไปลงทุนในส่วนที่ทำให้ถึงมือผู้บริโภค ภาคเอกชนกลับใช้ไปจ่ายเงินปันผล ซื้อหุ้นคืน หรือควบรวมกิจการแทน และเหตุการณ์ดังกล่าว ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐที่ในปัจจุบันกำลังเดินหน้าออกจากการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย
“เงินสดที่เพิ่มขึ้นมาในเอกชนสหรัฐกลายเป็นเงินปันผล กลายเป็นการซื้อหุ้นคืน การควบรวมกิจการ ฝากเงินในธนาคาร หรืออื่นๆ ที่ไม่ได้ช่วยสร้างแรงซื้อภายในประเทศ ซึ่งอาจเป็นคำตอบของคำถามที่ว่าทำไมการผ่อนคลายของธนาคารกลางไม่สามารถสร้างผลเชิงบวกได้มาก” คัลตัน นักเศรษฐศาสตร์จากฟิทช์ เรทติ้งส์ กล่าว
การที่ภาคเอกชนร่ำรวยขึ้นแต่เงินกลับไม่ตกถึงมือผู้บริโภคด้านล่าง กลับกลายเป็นการซ้ำเติมความไม่เท่าเทียม โดยเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มอ็อกซ์แฟม ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลต่อสู้ กับความยากจน พบว่า เศรษฐีท็อป 1% ของโลก หรือเพียง 62 คนมีความมั่งคั่งมากขึ้น 44% นับตั้งแต่ปี 2010 ขณะที่คนยากจนมากที่สุดในโลกกลับมีความมั่งคั่งน้อยลง 41% และเศรษฐี 1% ดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะมีความมั่งคั่งเท่าคนทั้งโลกในปีนี้ด้วย
ความไม่เท่าเทียมจึงเป็น “ลูกหลง” อีกประการหนึ่งจากการใช้คิวอีของธนาคารกลาง ขณะที่ประการถัดมาที่เกิดหลังจากที่เงินทุนสามารถหาได้ง่ายขึ้นหลังใช้คิวอีและอัตราดอกเบี้ยต่ำ คือ การใช้เงินทุนดังกล่าวเข้าไปเก็งกำไรในตลาดหลักทรัพย์ โดยแม้ตลาดหุ้นจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น แต่ก็เกิดฟองสบู่รอวันแตกด้วยเช่นกัน
ลูกหลงทั้ง 3 ประการก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจ และยิ่งทำให้ธนาคารกลางต้องกลั้นใจขยายคิวอีเทเงินลงไปในระบบเศรษฐกิจมากขึ้นไปอีก ท่ามกลางตลาดที่ต่างคาดหวังให้ธนาคารกลางเดินหน้าผ่อนคลายมาตรการการเงินมากขึ้น ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันต่อธนาคารกลางเองที่ไม่อาจเลิกการใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินแบบมหาศาลได้
ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ในระยะหลังมานี้ ทั้งการประชุมกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ชาติ (จี20) และการประชุมบรรดาธนาคารกลางคนสำคัญของโลกที่แจ็กสัน โฮล รัฐไวโอมิง ในสหรัฐ เมื่อปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาจึงมีความพยายามในการเน้นย้ำความสำคัญของการใช้นโยบายทั้ง 3 ทาง คือ นโยบายการเงินจากธนาคารกลาง นโยบายการคลัง และการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสร้างศักยภาพการผลิต
“แต่รัฐบาลหลายแห่งกลับไม่เต็มใจจะยอมรับนักหรอกว่า ต้องการมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจ และมักจะออกใช้นโยบายที่ได้มาซึ่งคะแนนเสียงแทน เช่น โครงการซื้อบ้านหรือโครงการอุดหนุนการจำนอง แต่นโยบายนั้นกลับยิ่งซ้ำเติมความย่ำแย่ของนโยบายการเงิน” กัลโล หัวหน้านักกลยุทธ์เศรษฐศาสตร์มหภาคจากอัลจีบริส แมโคร เครดิตฟันด์ กล่าว
ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วในญี่ปุ่นและยุโรป ซึ่งธนาคารกลางกำลังถูกกดดันอย่างหนัก สะท้อนได้จากฮารุฮิโกะคุโรดะ ของญี่ปุ่นที่ระบุเชิงว่า รัฐบาลจำเป็นต้องออกนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อความนิยม อย่างการยอมรับแรงงานต่างชาติเข้ามาเพื่อช่วยศักยภาพการผลิต หรือ เบอนัวต์ เกอเร หนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงินของอีซีบี ที่ระบุว่า รัฐบาลต่างๆ ในยูโรโซนปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเชื่องช้า ทำให้การใช้นโยบายการเงินไม่ค่อยเห็นผลนัก
บรรดาธนาคารกลางพยายามอย่างยิ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังวิกฤตปี 2008 และยิงกระสุนไปมากมาย โดยจากข้อมูลของเจพีมอร์แกน แสดงให้เห็นว่า ธนาคารกลางใหญ่ที่สุด 50 แห่งของโลก ลดดอกเบี้ยไปทั้งหมด 672 ครั้ง นับตั้งแต่การล่มสลายของเลห์แมนบราเธอร์ส หรือคิดเป็นเฉลี่ย 3 ครั้งต่อวันทำการ 1 วัน พร้อมกับทำคิวอีไปมากถึง 24 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 840 ล้านล้านบาท)
จากสถานการณ์ปัจจุบัน ธนาคารกลางก็ยังคงให้หากระสุนมายิงต่อไปอีก แม้จะไม่ได้ผลก็ตาม







