
ย้อนรอยคดีหุ้นตัวอย่าง
ย้อนหลังไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้รับทราบข้อมูลว่า บริษัท อินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจีเนียริง หรือ ไออีซี ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ค้ำประกันเงินกู้ให้กับบริษัท เดอะ เอ็มกรุ๊ป ของ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่ในขณะนั้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้บริหารที่ได้ขอเงินกู้จากธนาคารกรุงไทยรวม 6 ครั้ง จำนวนเงิน 1,078 ล้านบาท แต่หนังสือยินยอมค้ำประกันเงินกู้นั้นไม่ได้ขออนุมัติจากมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท
ย้อนหลังไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้รับทราบข้อมูลว่า บริษัท อินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจีเนียริง หรือ ไออีซี ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ค้ำประกันเงินกู้ให้กับบริษัท เดอะ เอ็มกรุ๊ป ของ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่ในขณะนั้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้บริหารที่ได้ขอเงินกู้จากธนาคารกรุงไทยรวม 6 ครั้ง จำนวนเงิน 1,078 ล้านบาท แต่หนังสือยินยอมค้ำประกันเงินกู้นั้นไม่ได้ขออนุมัติจากมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท
ทั้งนี้ ในชั้นการสืบสวนของ ก.ล.ต. พบว่า มีกรรมการคนหนึ่งของไออีซีปลอมมติคณะกรรมการ และบริษัท ไออีซี ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลการค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าวให้แก่ตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ซึ่งเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงตัดทอนทำบัญชีไม่ตรงกับความเป็นจริง ไม่ได้นำภาระการค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าว ซึ่งถือเป็นรายการที่ทำให้รายได้ของบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ทำให้ผู้ถือหุ้นของแมเนเจอร์ขาดประโยชน์ที่ควรจะได้รับ รวมทั้งเป็นการลวงให้นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ได้รับรู้ถึงการค้ำประกันหนี้ และอาจได้รับความเสียหาย
สำนักงาน ก.ล.ต.ในยุคที่ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล เป็นเลขาธิการ ก.ล.ต. ตรวจสอบข้อมูลกรณีดังกล่าวเพิ่มเติมจนกลางเดือน ต.ค. 2543 จึงได้กล่าวโทษ สนธิ ลิ้มทองกุล สุรเดช มุขยางกูร เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ และ ยุพิน จันทนา ในข้อหาร่วมกันปลอมแปลงเอกสารในการทำสัญญาร่วมค้ำประกันการกู้เงินให้แก่บริษัท เดอะ เอ็มกรุ๊ป จากธนาคารกรุงไทย
การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ มาตรา 307, 311, 312 ซึ่งแต่ละกระทงระวางโทษจำคุก 5-10 ปี และยังมีความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และ 268
ต่อมาพนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 เป็นโจทก์ฟ้องสนธิและพวก ตามคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2539-31 มี.ค. 2540 จำเลยทั้ง 4 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ได้ร่วมทำสำเนารายงานการประชุมของกรรมการบริษัทที่เป็นเท็จว่ามีมติให้บริษัท เป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ให้กับบริษัท เดอะ เอ็มกรุ๊ป ที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้น กับธนาคารกรุงไทย รวม 6 ครั้ง จำนวน 1,078 ล้านบาท
ทั้งนี้ จำเลยที่ 1 และ 3 ไม่ได้ขออนุมัติจากมติที่ประชุมกรรมการบริษัท และเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2539-18 พ.ย. 2541 จำเลยทั้ง 4 ยังร่วมกันยอมให้มีการเปลี่ยนแปลงตัดทอนทำบัญชีไม่ตรงกับความเป็นจริง และจำเลยทั้ง 4 ยังไม่ได้นำภาระการค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าว ซึ่งถือเป็นรายการที่ทำให้รายได้ของบริษัท แมเนเจอร์ฯ เปลี่ยนแปลงผิดปกติ ซึ่งต้องแสดงรายการไว้ในงบการเงินประจำปี 2539-2541 และจะต้องนำส่งให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อลวงให้ผู้ถือหุ้นของ บริษัท แมเนเจอร์ฯ ขาดประโยชน์ที่ควรจะได้รับ รวมทั้งเป็นการลวงให้นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ได้รับรู้ถึงการค้ำประกันหนี้ดังกล่าว
เหตุเกิดที่แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา และแขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กทม. เกี่ยวพันกัน ในชั้นพิจารณาจำเลยทั้ง 4 ให้การรับสารภาพ
หลังสำนักงาน ก.ล.ต. กล่าวโทษในครั้งนั้นแล้ว คดีก็เข้าสู่การพิจารณาของศาล จึงไม่มีใครหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดถึงอีก เรื่องราวของสนธิและบริษัท เดอะ เอ็มกรุ๊ป ในคดีนี้ก็เงียบหายไปนานร่วม 20 ปี จนคดีนี้
แทบจะหายไปจากความทรงจำของนักลงทุน มีเพียงนักลงทุนรุ่นเก๋าเท่านั้นที่จะจดจำคดีนี้ได้
สุรงค์ บูลกุล นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียน (บจ.) กล่าวว่า คดีนี้เกิดขึ้นมาก่อนที่ยุคตลาดทุนไทยและรัฐบาลยังไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องของธรรมาภิบาล (ซีจี) มากนัก แต่ขณะนี้จะเห็นว่าทุกองค์กรในประเทศไทยให้ความสำคัญกับเรื่องของซีจี เรื่องธรรมาภิบาล เรื่องของความโปร่งใสเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีของประเทศไทย
นอกจากนั้น ในส่วนของ บจ.จะเห็นว่าในส่วนของบริษัทขนาดใหญ่ไม่น่าห่วงเรื่องซีจี เพราะเข้มแข็งมาก ส่วนบริษัทขนาดกลางและเล็กก็เริ่มเห็นความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างมาก การที่บริษัทมีความคิดจะเข้าตลาดหุ้นและหลอกเอาเงินประชาชนออกไปไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว เพราะจะมีการตรวจสอบและมีระบบธรรมาภิบาลทางสังคมที่เป็นตัวตรวจวัดที่ดี







