
ปรับตัวช้า-ค้าขายถดถอย ชิปปิ้งเกาหลีวิกฤตเรื้อรัง
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
การยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์จากศาลล้มละลายของบริษัท ฮันจิน ชิปปิ้ง บริษัทชิปปิ้งใหญ่อันดับ 1 ของเกาหลีใต้ และอันดับ 7 ของโลก ซึ่งขาดทุนและประสบภาวะหนี้สินอย่างหนักนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณล่าสุดที่บ่งชี้ว่า อุตสาหกรรมการขนส่งทางทะเลทั่วโลกยังไม่หลุดพ้นจากภาวะวิกฤตเรื้อรัง นับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2008
ที่ผ่านมา บริษัทขนส่งสินค้าทางทะเลหลายแห่งทั่วโลกมีการปรับตัวมาอย่างต่อเนื่องเพื่อรับมือกับการค้าโลกที่ซบเซาลง และปัญหาระลอกสองจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ การเข้าซื้อหรือควบรวมกิจการกัน (เอ็มแอนด์เอ) ซึ่งขยายตัวมากขึ้นในช่วงหลายปีมานี้ เช่น ซีเอ็มเอ ซีจีเอ็ม ของฝรั่งเศส ที่เสนอซื้อเนปจูน โอเรียนท์ ไลน์ ของสิงคโปร์ ไปเมื่อปีที่แล้วในวงเงินกว่า 8 หมื่นล้านบาท
ทว่า สำหรับฮันจินและอุตสาหกรรมชิปปิ้ง ซึ่งรวมไปถึงอุตสาหกรรมต่อเรือของเกาหลีใต้นั้น กลับยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นผลมาจากการปรับตัวที่ช้าเกินไป และความที่มีขนาดใหญ่รวมถึงการเกี่ยวข้องกับกลุ่มอุตสาหกรรมครอบครัว (แชโบล) ยังมีผลต่อความพยายามแก้ปัญหาในช่วงที่ผ่านมาอีกด้วย
ในช่วงที่จีนขึ้นมามีบทบาทเป็นมหาอำนาจทางการค้าโลกนั้น เกาหลีใต้เร่งใช้จังหวะนี้ขยายอุตสาหกรรมการต่อเรือสินค้าที่เน้นขนาดใหญ่ขึ้นมากจากเดิม และในปริมาณที่มากกว่าเดิมจนสามารถแซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ของโลกในปี 2001 และนับตั้งแต่ปี 2011 บริษัทขนส่งทางเรือรายใหญ่ทั่วโลกทั้งในยุโรปและเอเชียเริ่มสั่งซื้อและต่อเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ในการขนส่ง โดยเฉพาะสำหรับเส้นทางระหว่างยุโรปและเอเชีย เพื่อหวังรองรับความต้องการขนส่งสินค้าจากจีนที่ขึ้นมาเป็นพระเอกขี่ม้าขาวแทนที่ซีกโลกตะวันตก
ในปี 2013 บริษัท เอพี โมลเลอร์ เมอส์ก สัญชาติเดนมาร์ก เริ่มให้บริการขนส่งด้วยเรือขนาดใหญ่ 1.8 หมื่นทีอียู เช่นเดียวกับ ไชน่า โอเชียน ชิปปิ้งจากจีน ที่ใช้เรือขนาด 1.9 หมื่นทีอียู เพื่อให้สามารถขนส่งสินค้าปริมาณมากขึ้นได้ในการเดินเรือเพียงครั้งเดียวระหว่างเส้นทางยุโรป-เอเชีย ซึ่งมีความยาวมากกว่าเส้นทางอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่จีนประสบปัญหาหนี้สินและภาระอื่นๆ จากการเร่งเครื่องเศรษฐกิจและการผลิตมากเกินไป จนเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างหนัก เกาหลีใต้ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่และส่งออกไปจีนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ก็เผชิญผลกระทบหนักตามไปด้วย และการเป็นอุตสาหกรรมซึ่งมีการจ้างงานมากที่สุดภาคหนึ่งในประเทศ ยังทำให้ยากที่จะปรับตัวรับสถานการณ์ได้ทันอีกด้วย เช่น บริษัท แดวู ชิปบิลดิง แอนด์ มารีน เอ็นจิเนียริง ที่มีการจ้างงานถึงราว 4 หมื่นอัตราเพียงบริษัทเดียว
ขณะที่อุตสาหกรรมชิปปิ้งยังเจอปัญหาซ้ำ โดยบริษัท โนมูระ เปิดเผยว่า บริษัทขนส่งที่เช่าเรือขนส่งสินค้า ขาดทุนจากอัตราค่าเช่าเรือที่อยู่ในระดับสูงและไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยนับตั้งแต่ปี 2010 สวนทางกับปริมาณการส่งสินค้าทั่วโลกที่ปรับตัวลดลง ท่ามกลางภาวะการค้าโลกที่ซบเซา
บริษัทที่ปรึกษาด้านการขนส่งทางเรือ ดรูรี มารีไทม์ รีเสิร์ช เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมขนส่งทั่วโลกขาดทุนแล้วราว 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.73 แสนล้านบาท) ในปีนี้ และมีการคาดการณ์ว่าปริมาณการค้าทั่วโลกในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ปรับตัวขึ้นเพียง 0.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งขยายตัวต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009
ขณะที่นิกเกอิ เอเชียน รีวิว เปิดเผยว่า ในปี 2015 ความสามารถในการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น 5% จากการนำเรือขนส่งขนาดใหญ่ขึ้นมาใช้ดำเนินงาน สวนทางกับปริมาณการขนส่งสินค้าระหว่างเส้นทางยุโรป-เอเชีย ที่ลดลงเกือบ 4% สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งกดดันให้อัตราค่าระวางเรือปรับตัวลง โดยดรูรี มารีไทม์ รีเสิร์ช ระบุว่า ดัชนีอัตราค่าระวางเรือร่วงลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ลงมาอยู่ที่ 1,113 เหรียญสหรัฐ/ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุต เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า ค่าระวางเรือสินค้า/ตู้คอน เทนเนอร์ ของเส้นทางขนส่งเอเชีย-ยุโรป ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งสำคัญ อยู่ที่ 575 เหรียญสหรัฐ (ราว 1.99 หมื่นบาท) ในปีนี้ ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 620 เหรียญสหรัฐ (ราว 2.14 หมื่นบาท) ในปีที่แล้ว และจาก 1,165 เหรียญสหรัฐ (ราว 4 หมื่นบาท) ในปี 2014 และทำให้หลายบริษัทประสบภาวะขาดทุนกันถ้วนหน้า จนต้องปรับลดต้นทุนหรือหันไปพึ่งเอ็มแอนด์เอ
บรรดายักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมต่อเรือและขนส่งสินค้าทางเรือของเกาหลีใต้ก็ประสบภาวะขาดทุนไม่ต่างกัน ทว่าที่ต่างไปจากในยุโรปก็คือ แทนที่จะปล่อยให้แก้ปัญหาไปตามกลไกตลาด บริษัทส่วนใหญ่ซึ่งอยู่ในกลุ่มเครือธุรกิจครอบครัว หรือแชโบล เลือกที่จะให้บริษัทในเครือช่วยพยุงกันเอง เช่น ฮันจินที่ได้แรงหนุนจากโคเรียนแอร์มาอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านี้
ขณะที่รัฐบาลเกาหลีใต้ได้หยิบยื่นความช่วยเหลือให้ผ่านธนาคารของรัฐอย่างเคดีบี รวมถึงกองทุนช่วยเหลือกว่า 3 แสนล้านบาท ที่เพิ่งตั้งขึ้นในช่วงกลางปีนี้ เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีการจ้างงานมากกว่า 2 แสนคน ณ สิ้นปี 2014 และส่วนใหญ่ยังอยู่ในเครือของแชโบลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจเกาหลีใต้ ทำให้รัฐบาลเลือกที่จะพยุงกันมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการช่วยอุ้มแดวู ในปี 2015 และการช่วยพยุงฮุนได เมอร์แชนท์ บริษัทชิปปิ้งเบอร์ 2 ของประเทศในช่วงต้นปี
ทว่า สำหรับกรณีของฮันจินนั้น อาจเป็นเคสแรกที่รัฐบาลเลือกที่จะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาดภายใต้กระบวนการจัดการให้ฮุนไดที่เป็นเบอร์ 2 เข้าไปซื้อกิจการ เนื่องจากการเจรจาเพื่อขอเข้าไปมีส่วนบริหารจัดการได้มากขึ้นก่อนหน้านี้ไม่เป็นผล และฮันจินยังมีการจ้างงานเพียงราว 1,400 อัตรา จึงกระทบต่อประชาชนน้อยหากจะปล่อยมือไป ซึ่งก็เป็นไปตามความพยายามของรัฐบาลที่ต้องการปฏิรูปยกเครื่องอุตสาหกรรมนี้อยู่แล้ว และไม่ต้องการถูกประชาชนโจมตีว่าเอาเงินรัฐไปโอบอุ้มธุรกิจแชโบลขนาดใหญ่อีกครั้ง
ยิ่งปรับตัวช้าทั้งอุตสาหกรรมก็ยิ่งแย่ และอาจแย่ลงหนักขึ้นไปอีกหากรัฐบาลไม่ใช้ไม้แข็งเข้าไปเพื่อแก้ปัญหาตั้งแต่วันนี้







