
เทพรัตนแห่งแผ่นดิน (62)
ในคราวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานส่งเสริมคุณภาพการศึกษาโรงเรียน
โดย...วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย
ในคราวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานส่งเสริมคุณภาพการศึกษาโรงเรียนและศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” ที่มุ่งเน้นให้เด็กและเยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมกับพื้นที่อื่นๆ ตาม “โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร” สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงพบว่ายังมีเด็กและเยาวชนจำนวนมากไม่ได้เข้าศึกษาในโรงเรียนหรือศูนย์การเรียน มีศรัทธาบวชเป็นสามเณรศึกษาทั้งสายสามัญและทางธรรมควบคู่กัน จึงได้มีพระราชดำริให้ดำเนิน “โครงการโรงเรียนพระปริยัติธรรม จังหวัดน่าน” ขึ้น ดังพระราชดำรัสว่า
“...โรงเรียนพระปริยัติธรรม เป็นโรงเรียนสำหรับเด็กที่เรียนจบชั้นประถมศึกษาแล้วพ่อแม่ดูแลต่อไม่ได้ หรือเห็นว่าอาจจะดูแลได้ไม่ดี เท่าการส่งไปเรียนต่อในเพศสามเณรที่โรงเรียนพระปริยัติธรรม มีพระเป็นครู หรือมีฆราวาสอาสาสมัครมาเป็นครูด้วย โรงเรียนพระปริยัติธรรมนอกจากสอนวิชาทางศาสนาแล้ว ยังสอนวิชาสามัญด้วย เช่น ที่ จ.น่าน มีพระคุณเจ้าหลายท่านมาในวันนี้ ที่ทำงานอยู่ด้วยกัน ช่วยเมตตาสอนเด็กเหล่านี้ การทำงานเราทำเป็นเครือข่าย โรงเรียนพระปริยัติธรรมต่างๆ ร่วมมือกันเณรมีโอกาสเรียนรู้เรื่องพระพุทธศาสนา ปฏิบัติอยู่ในศีลในธรรม แต่วิชาการสายสามัญจะช่วยให้มีความรู้คู่คุณธรรมทันโลก สามารถเข้าร่วมกิจกรรมวิชาการกับเยาวชนวัยเดียวกัน เช่น ไปเสนอโครงการวิทยาศาสตร์ในกิจกรรมระดับชาติได้ และเด็กที่เคยเรียนอยู่ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ไปเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียนต่างๆ มีโรงเรียนเอกชนนอกสังกัด เช่น โรงเรียนพระปริยัติธรรม คือ พ่อแม่ให้ลูกบวช เพราะไม่มีค่าใช้จ่ายให้เรียนต่อชั้นมัธยมศึกษา บวชแล้วเรียนโรงเรียนของวัด ทางวัดดูแลเอาใจใส่ดี...”
พระองค์จึงทรงอุปถัมภ์กิจกรรมโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จ.น่าน ในด้านการศึกษาและสุขภาพอนามัยของสามเณร โดยจัดอบรมเพื่อพัฒนาครูและสามเณรนักเรียน การบริหารโรงเรียน การจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ จัดโครงงานวิทยาศาสตร์ ถวายค่าภัตตาหารเพล ถวายนมผง และถวายทุนให้แก่สามเณรได้ศึกษาต่อไประดับอุดมศึกษา รวมทั้งมีพระราชดำริพัฒนาโรงเรียนพระปริยัติธรรม โดยเน้นให้สามเณรเป็นผู้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง และใช้รูปแบบการพัฒนาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับพระธรรมวินัย
ปัจจุบันมีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ในโครงการพระราชดำริ จำนวน 53 โรง ในพื้นที่ จ.น่าน แพร่ เชียงราย ตาก และพะเยา โดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งครู สามเณร และชุมชน รวมทั้งเครือข่ายของหน่วยงานสนับสนุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเป็นแนวทางการดำเนินงาน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน อาทิ กิจกรรมการเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ครูและบุคลากรในชุมชน กิจกรรมการร่วมกันพัฒนาคุณภาพชีวิตและสภาพแวดล้อมของชุมชนและโรงเรียน และกิจกรรมการประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์
และตั้งแต่ปี 2536 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมโรงเรียนบ้านศาลาใหม่ ต.ศาลาใหม่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เพื่อติดตามการดำเนินงานโครงการตามพระราชดำริ ขณะนั้นโต๊ะครูโรงเรียนจรรยาอิสลาม (อาลี มะสัน) ได้เฝ้าฯ รับเสด็จด้วย และกราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมโรงเรียนจรรยาอิสลามซึ่งมีรั้วติดกับโรงเรียนบ้านศาลาใหม่
เนื่องจากโรงเรียนจรรยาอิสลามเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ที่เปิดสอนเฉพาะวิชาศาสนาเพียงอย่างเดียวแบบปอเนาะดั้งเดิม ใช้ภาษามลายูถิ่นเป็นสื่อในการเรียนการสอน โต๊ะครูกราบทูลรายงานว่าอยากให้มีการเรียนการสอนสายสามัญและวิชาชีพด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมการศึกษานอกโรงเรียนเข้าไปจัดการเรียนการสอนหลักสูตรสายสามัญและสายอาชีพ รวมทั้งมีพระราชดำริให้จัดการเรียนการสอนเรื่องโภชนาการและอนามัยแม่และเด็กด้วย เพื่อจะได้นำความรู้ไปใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไป
พระองค์ทรงส่งเสริมกิจกรรมการศึกษาของเด็กและเยาวชนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เพื่อให้เด็กๆ เหล่านี้ได้มีโอกาสที่จะได้รับการศึกษาที่ดี มีความรู้ด้านศาสนา วิชาสามัญและฝึกอาชีพ จึงทรงส่งเสริมให้เด็กได้รับการดูแลและเติมเต็มในสิ่งที่ดีงาม และกิจกรรมหลายๆ อย่างได้เกิดขึ้นในโรงเรียนจรรยาอิสลาม ช่วยให้เด็กและเยาวชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ดังที่พระราชดำรัสว่า
“...โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ทำเครือข่ายลักษณะเดียวกันกับโรงเรียนทางพระพุทธศาสนา มีครูทำหน้าที่สอนเรื่องศีลธรรมจรรยาต่างๆ ส่วนโครงการช่วยเรื่องวิชาการหลายด้าน เช่น อบรมครูคอมพิวเตอร์โปรแกรมต่างๆ จากนั้นครูถ่ายทอดความรู้ให้เด็ก ข้าพเจ้าติดตามดู เห็นเขาทำงานได้น่าสนใจมาก ด้านการเกษตรก็ช่วยพัฒนา อีกทั้งอาชีพอื่นๆ การสหกรณ์ การอนามัย...”
“...เด็กที่นับถือศาสนาอิสลามก็มักจะเข้าโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม พ่อแม่เขาจะพอใจ เพราะถือว่าลูกอยู่ในระเบียบอันดีงามของศาสนา ห่างไกลจากยาเสพติด เป็นเรื่องของงานศาสนาที่ช่วยดูแลเยาวชน ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดกันน้อย...”
ปัจจุบันมีโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามเป็นโรงเรียนในโครงการพระราชดำริ จำนวน 15 โรง ในพื้นที่ จ.นราธิวาส ยะลา ปัตตานี สงขลา และตาก สอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานควบคู่กับหลักสูตรอิสลามศึกษาช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้และฝึกทักษะเกษตรกรรม ฝึกอาชีพกิจกรรมสหกรณ์ มีโอกาสในการศึกษากว้างขวางขึ้น สามารถศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษาได้ และยังทรงรับโรงเรียนปอเนาะอีก 2 โรง เข้าในโครงการพระราชดำริอีกด้วย
ด้วยแนวพระราชดำริเช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ว่าศาสนาทุกศาสนาล้วนมีวัตถุประสงค์ให้คนเป็นคนดี ดังนั้นแม้จะมีความเชื่อถือในศาสนาที่แตกต่างกัน ก็สามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้โดยผาสุก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จึงทรงให้การสนับสนุนแก่ศาสนาอื่นๆ ด้วยเสมอ และเมื่อได้รับคำกราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ในงานพิธีของศาสนานั้นๆ ก็มิได้ทรงละเลยที่จะเสด็จฯ ไปร่วมด้วยทุกครั้ง
ดร.วินัย ดะห์ลัน อดีตคณบดีคณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เขียนถึงพระเมตตาของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ต่อพสกนิกรมุสลิมสตรีที่คลุมฮิญาบ ว่า
“วันหนึ่งในเดือน เม.ย. 2545 ผมได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ถวายการบรรยาย เรื่อง อาหารฮาลาล ที่สถาบันวิจัยโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดล พระองค์ทรงเล่าเหตุการณ์ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันพระราชทานปริญญา พ.ศ. 2545 ที่คณบดีบางคณะห้ามบัณฑิตคลุมฮิญาบขึ้นรับพระราชทานปริญญา พระองค์ท่านทรงรับทราบปัญหาในภายหลังโดยบังเอิญ ทรงถามทำนองปรารภกับผมว่า หลายมหาวิทยาลัยปัญหานี้จบไปแล้ว จุฬาลงกรณ์ยังมีปัญหานี้อยู่อีกหรือ ผมตอบไม่ได้ เพราะไม่ทราบที่มาของปัญหา...
...สองเดือนต่อมา ผมในฐานะคณบดีคณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าซ้อมอ่านรายชื่อบัณฑิตที่เข้ารับพระราชทานปริญญา จึงรับทราบจากประธานงานซ้อมว่า มีบัณฑิต 2 คน จากคณะหนึ่งไม่สามารถซ้อมรับปริญญาได้ เนื่องจากสวมฮิญาบ เมื่อไม่ได้ซ้อมย่อมเข้ารับพระราชทานในวันจริงไม่ได้ ปีนั้นมหาวิทยาลัยเข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ไม่งามเช่นปีถวายอีก ผมจึงเล่าเรื่องพระดำรัสของสมเด็จพระเทพฯ ให้ท่านประธานฟัง...
...วันรุ่งขึ้นผมได้รับโทรศัพท์จากท่านอธิการบดี รศ.ดร.ธัชชัย สุมิตร ถามถึงรับสั่งของสมเด็จพระเทพฯ ผมจึงเล่าให้ท่านฟัง พร้อมให้ความเห็นว่า หากมหาวิทยาลัยมีเหตุผลที่จะไม่ให้เด็กคลุมฮิญาบขึ้นรับพระราชทานปริญญาก็ควรแจ้งเหตุผลแก่เด็ก ผมเชื่อว่าเด็กรับสถานการณ์ได้ แต่มหาวิทยาลัยไม่ควรยื่นเงื่อนไขให้เด็กถอดฮิญาบ เพราะนั่นหมายถึงการขอให้เด็กเปลื้องอาภรณ์ซึ่งมุสลิมรับไม่ได้ ท่านอธิการบดีฟังแล้วท่านสอบถามผม เรื่องวัฒนธรรมอิสลาม 2-3 ประการ ท่านเข้าใจ จึงขอให้ผมแจ้งบัณฑิตทั้งสองคนให้ขึ้นไปพบท่าน ผมประสานงานบัณฑิตทั้งสองให้เตรียมชุดที่เตรียมเข้ารับพระราชทานปริญญา เสื้อสีขาวแขนยาว คลุมฮิญาบสีขาว กระโปรงสีดำยาวคลุมข้อเท้า ติดเข็มพระเกี้ยวบนผ้าคลุมด้านขวา สวมครุยปริญญาขึ้นไปขอบคุณท่านอธิการบดี หลังจากนั้นผมได้พบท่านอธิการบดี ท่านบอกกับผมว่า ชุดบัณฑิตคลุมฮิญาบเข้ารับพระราชทานปริญญาเรียบร้อยและงดงามมาก
นับตั้งแต่ พ.ศ. 2546 เป็นต้นมา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่เคยมีประเด็นการคลุมฮิญาบในการเรียนและการรับพระราชทานปริญญาอีกเลย เป็นพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตน
ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ต่อปวงพสกนิกรชาวไทยมุสลิมโดยแท้...ขอทรงพระเจริญ”







