
ควรชี้แจง
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตัวเลขระหว่างกรมศุลกากรกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อนำไปเป็นข้อมูลรายงานตัวเลขเศรษฐกิจ
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตัวเลขระหว่างกรมศุลกากรกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อนำไปเป็นข้อมูลรายงานตัวเลขเศรษฐกิจมีความคลาดเคลื่อนระหว่างกัน ส่งผลให้การส่งสัญญาณทางเศรษฐกิจของหน่วยงานที่นำตัวเลขดังกล่าวไปใช้ต่อ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ รวมถึงภาคเอกชนที่นำไปใช้วางแผนต้องมีการแก้ไขข้อมูลทั้งหมดตาม เมื่อกระดุมเม็ดแรกติดผิดย่อมผิดไปทั้งกระบวนการ สัญญาณจึงออกมาเพี้ยน ไม่น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
บางฝ่ายอาจเห็นว่าการทำงานย่อมมีความผิดพลาดกันได้ และตัวเลขแบบเดือนต่อเดือนอาจดูแล้วละเอียดเกินไป ไม่สามารถสะท้อนแนวโน้มที่มองเป็นภาพรวมเหมือนตัวเลขแต่ละไตรมาสอาจเห็นภาพได้ชัดกว่า
เมื่อเป็นเช่นนี้ การออกมาแก้ไขตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับตัวเลขการส่งออกเดือน ก.ค. 2559 ที่ผ่านมา จากเดือน ก.ค. ติดลบ 4.4% หรือมูลค่า 1.74 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนตัวเลขใหม่ติดลบมากถึง 6.4% หรือมูลค่า 1.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือส่งออกได้น้อยลง 400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท เมื่อคิดที่อัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐต่อ 35 บาท เพราะมีการยกเลิกตัวเลขการส่งออก กลุ่มสินค้าขายรถยนต์ออกไป 370 ล้านเหรียญสหรัฐ และกรมศุลกากรจะนำตัวเลขส่งออกยานยนต์ดังกล่าวไปรวมกับเดือนถัดไป หรือเดือน ส.ค. 2559
การรายงานตัวเลขส่งออกเดือน ก.ค. ที่คลาดเคลื่อนจากติดลบ 4.4% เป็นติดลบถึง 6.4% ดังกล่าวอาจดูเหมือนจะเป็นเรื่องจุกจิกเกินไป และการที่หน่วยงานออกมาแก้ไขข้อผิดพลาดก็น่าจะเป็นเรื่องดีที่ควรยกย่องว่าเมื่อผิดก็ยอมรับและแก้ไขแล้ว แต่จากการที่ผิดพลาดหลายครั้ง เช่นครั้งก่อนที่มีการกำหนดพิกัดภาษีใหม่ก็มีการเก็บข้อมูลคลาดเคลื่อน นอกจากนี้หลักการเก็บตัวเลขส่งออก การที่กิจกรรมเกิดขึ้นในเดือน ก.ค. แล้วยกกิจกรรมดังกล่าวไปบันทึกไว้ในเดือนถัดไป จะส่งผลต่อการรายงานทางวิชาการมากแค่ไหน ข้อสงสัยทั้งหมดทางหน่วยงานที่รับผิดชอบควรจะต้องออกมาอธิบายให้สาธารณชนทราบ และบอกมาตรการแก้ไขที่จะไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำ
ทั้งนี้ เพราะต่างก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ตัวเลขเศรษฐกิจของหน่วยงานรัฐ ส่วนใหญ่จะเป็นตัวเลขที่ดีกว่าที่วิญญูชนทั่วไปจะรับรู้หรือคาดการณ์ไว้ เช่น ตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ที่เติบโตถึง 3.5% สร้างเซอร์ไพรส์ไปทั้งวงการ ในขณะที่ความรับรู้ที่เกิดขึ้นจริงกับชาวบ้านส่วนใหญ่ เมื่อเอามือล้วงเข้าไปในกระเป๋าสตางค์ยังคงรู้สึกถึงความว่างเปล่า อยู่ในสภาพชักหน้าไม่ถึงหลัง เหมือนไตรมาสแรกที่เติบโตน้อยกว่า จึงทำให้หน่วยงานที่ต้องนำข้อมูลไปใช้ต่อ เพื่อวางแผนหรือคาดการณ์เศรษฐกิจวางแผนธุรกิจต่างๆ รวมไปถึงชาวบ้านที่สัมผัสได้จากการใช้ชีวิตจริง มีความกังขาว่าเศรษฐกิจที่โตขึ้นขนาดนั้น ไปเติบโตในกลุ่มไหน กระจุกตัวเฉพาะกลุ่มใหญ่จริงหรือ
ดังนั้น เมื่อต้นทุนตัวเลขเศรษฐกิจของหน่วยงานรัฐมีต้นทุนต่ำอยู่แล้ว หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยอยู่แล้วว่าข้อมูลพื้นฐานคลาดเคลื่อน หรือการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นไปตามหลักวิชาการ ไม่โดนแรงกดดันทำให้จรรยาบรรณเพี้ยนไปมาก และยิ่งต้องมาพบกับความผิดพลาดบ่อยๆ มีการยกไปโยกมาของตัวเลขอย่างมีเลศนัย ทั้งที่จับได้หรือจับไปไม่ได้ สิ่งนี้ก็อาจยิ่งทำให้ความน่าเชื่อถือยิ่งแย่ไปใหญ่
ภาพรวมทั้งหมดจึงอยากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ ในการรายงานข้อมูล การเก็บข้อมูล ควรออกมาอธิบายถึงมาตรฐานในการจัดเก็บ หลักวิชาที่ใช้ในการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา และภาคส่วนอื่นจะได้นำข้อมูลทางการไปใช้ได้อย่างมั่นใจในการวางแผนธุรกิจ การผลิต การค้าขาย การสต๊อกสินค้า หรือลดสต๊อกสินค้า เพื่อรับกับเศรษฐกิจที่จะขยายตัวมาก ขยายตัวช้า ไม่ขยายตัว หรือชะลอตัวให้ถูกที่ถูกทาง







