
หนี้ครัวเรือนยังไม่ลด
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยอัตราหนี้สินครัวเรือนไทย ณ ไตรมาสแรกของปี 2559 ว่า มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 11,077,755 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ก่อน 4.7% ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องจาก 11.5% ในปี 2556 คิดเป็นสัดส่วน 81.1% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)
สัดส่วนหนี้สินต่อจีดีพีของครัวเรือนไทยได้ปรับลดลงจากปี 2558 ที่มีสัดส่วน 81.5% มาเป็น 81.1% อาจจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่หนี้ครัวเรือนลดลง แต่หากเจาะเข้าไปพิจารณาในรายละเอียดแล้ว ก็ไม่อาจจะแน่ใจได้ว่าเป็นเรื่องที่ดีจริงหรือไม่
เหตุผลหลักที่ไม่น่ายินดีที่หนี้ครัวเรือนลดลง เพราะไม่ได้เป็นผลมาจากรายได้ภาคครัวเรือนเพิ่มมากขึ้น การจ้างงานขยายตัวมาก ระดับค่าจ้างปรับสูงขึ้น แต่เป็นผลมาจากการชะลอตัวของสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์
ยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์ที่ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงจาก 6.3% ในปี 2558 เหลือ 6% ในไตรมาส 2 ของปี 2559 โดย 51% ของยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเป็นสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย อสังหาริมทรัพย์และที่ดิน มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น 9% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการลดค่าธรรมเนียม สำหรับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ซึ่งมีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 28 เม.ย. 2559
สำหรับสินเชื่อเพื่อซื้อหรือเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 23% มียอดหนี้เพิ่มขึ้น 1.6% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการที่มีการแข่งขันมากขึ้น ขณะที่สินเชื่อเพื่อการบริโภคอื่นๆ ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 26% เพิ่มขึ้น 4.1%
ทางด้านการผิดนัดชำระหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคชะลอตัวลง โดยมีมูลค่าเท่ากับ 9.82 หมื่นล้านบาท ในไตรมาส 2 ของปี 2559 เพิ่มขึ้น 4% คิดเป็นสัดส่วน 26.3% ต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) รวม และคิดเป็นสัดส่วน 2.6% ต่อสินเชื่อรวม
นอกจากนี้ การผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือนขึ้นไปของสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับมีมูลค่า 10,527 ล้านบาท ลดลง 33.1% และคิดเป็นสัดส่วน 3.2% ของยอดสินเชื่อคงค้าง สำหรับการผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือนขึ้นไปของสินเชื่อบัตรเครดิตมีมูลค่า 9,885 ล้านบาท เพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวคือ 3% และคิดเป็นสัดส่วน 3.1% ของยอดสินเชื่อคงค้าง
อลงกต บุญมาสุข เลขาธิการสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย และผู้อำนวยการฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อธุรกิจขนาดย่อม ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ครึ่งแรกปีนี้พบว่าสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยที่ขอกู้ไม่ผ่านขยับอยู่ที่ประมาณ 50% ของจำนวนรายที่ยื่นขอกู้เข้ามาทั้งหมดของภาพรวมในตลาด เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะธนาคารผู้ให้กู้ยังมีการระมัดระวังการปล่อยกู้อยู่ เนื่องจากภาระหนี้ของผู้ขอกู้โดยรวมยังสูง อย่างไรก็ดี ครึ่งปีหลังนี้สินเชื่อบ้านน่าจะขยายตัวได้ดีขึ้นบ้างตามความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นของผู้ซื้อและผู้ประกอบการนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพียงแต่การอนุมัติสินเชื่อใหม่ต้องคัดกรองดีขึ้น
สำหรับปัญหาหนี้เอ็นพีแอลสินเชื่อบ้าน ยอมรับว่าปรับเพิ่มบ้างตามเศรษฐกิจ แต่ธนาคารทุกแห่งพยายามให้อยู่ในระดับที่ดูแลได้และไม่เป็นปัญหา โดยการปล่อยกู้ใหม่จะคัดกรองลูกค้าให้ดี เพื่อจะได้ไม่เป็นเอ็นพีแอลเพิ่ม ไม่ใช่ให้กู้ผ่านไป 3-6 เดือน แล้วเป็นหนี้เสีย ขณะที่ลูกค้าเก่าที่กู้ไปแล้วก็ต้องดูแลใกล้ชิด และเข้าช่วยเหลือลูกค้าให้ทันเวลา มีการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อไม่ให้มีหนี้เสียเพิ่มอีก
"ต้องยอมรับการปฏิเสธการให้กู้เพิ่มขึ้นบ้าง แต่ไม่ใช่ว่าแบงก์มีมาตรฐานการให้กู้เข้มขึ้น เพราะสุดท้ายจะกู้ผ่านไม่ผ่านขึ้นอยู่กับเครดิตของแต่ละบุคคล ส่วนที่บอกว่าผู้ประกอบการเจ้าของโครงการคัดลูกค้ามาส่งให้ แต่ก็กู้ไม่ผ่านนั้น เข้าใจว่าวิธีดูเครดิตของผู้ประกอบการกับแบงก์น่าจะต่างกัน เพราะแบงก์จะดูการเงินผู้กู้ละเอียดและมีคะแนนเครดิตสกอริ่ง" อลงกต กล่าว
การเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารนั้น มีผลเป็นรูปธรรมต่อการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนอย่างชัดเจน หากธนาคารยังไม่มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจน การชะลอปล่อยกู้เพื่อควบคุมหนี้เสียจึงยังเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดอยู่
ดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แนวโน้มเอ็นพีแอลในช่วงไตรมาส 3 ยังมีโอกาสเพิ่มขึ้นได้ โดยจะขึ้นกับภาพรวมเศรษฐกิจเป็นสำคัญ แต่การเพิ่มขึ้นดูจะเป็นทิศทางที่ชะลอลง โดยประเด็นที่ต้องจับตาอยู่ที่ สินเชื่อเก่าที่เคย มีปัญหาและเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ จะไหลกลับมาเป็นเอ็นพีแอลเพิ่มอีกหรือไม่ เพราะการเพิ่มขึ้นของเอ็นพีแอลช่วงที่ผ่านมา เกิดจากสินเชื่อกลุ่มนี้เป็นหลัก ขณะที่สินเชื่อใหม่ที่กลายมาเป็นเอ็นพีแอลมีไม่มากนัก
"ไตรมาส 3 มีโอกาสที่เอ็นพีแอลจะปรับขึ้นได้บ้าง และคงจะลดลงในช่วงไตรมาส 4 เพราะเป็นช่วงที่แบงก์พาณิชย์มักจะบริหารจัดการเอ็นพีแอล ส่วนไตรมาสแรกปีหน้าจะกลับมาเพิ่มอีกหรือไม่ อันนี้คงต้องดูว่าหนี้เดิมที่เคยมีปัญหาแล้วเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้จะกลับมาเป็นเอ็นพีแอลอีกหรือไม่"
สำหรับคุณภาพสินเชื่อในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ยังคงด้อยลงต่อเนื่อง ทั้งสินเชื่อธุรกิจ โดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และสินเชื่ออุปโภคบริโภค โดยเอ็นพีแอลในไตรมาสดังกล่าวมียอดคงค้างอยู่ที่ 3.73 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 1.63 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อสินเชื่อรวมที่ 2.72%
แต่ในมุมมองของ เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่าอัตราหนี้ครัวเรือนที่เริ่มชะลอลง จนส่งผลให้ยอดคงค้างสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์ขยายตัวเหลือ 6% จากที่เคยขยายตัวถึง 11.5% เมื่อปี 2556 ส่วนหนึ่งมาจากการที่สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่ออุปโภคบริโภคอย่างต่อเนื่อง มีการคัดกรองคุณภาพหนี้ที่เข้มข้นขึ้น ทำให้การขยายตัวสินเชื่อประเภทดังกล่าวชะลอลง
อย่างไรก็ดี สถานการณ์การว่างงานที่เพิ่มขึ้นและจำนวนชั่วโมงทำงานลดลง สะท้อนภาพกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ยังไม่คึกคัก อีกทั้งในครึ่งปีหลังจะเห็นบริษัทเอกชนเริ่มหันมาลดการจ้างงานเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก หลังจากที่ได้พยายามลดต้นทุนด้านอื่นไปก่อนหน้านี้
เชาว์ กล่าวว่า แรงงานเหล่านี้จะมีเงินชดเชยจากนายจ้างและจากกองทุนประกันสังคมใช้จ่ายได้ประมาณ 3-6 เดือน หลังจากนั้นก็จะต้องหาแหล่งเงินกู้ใหม่ และเนื่องจากไม่มีสลิปเงินเดือน ก็จะทำให้กู้เงินในระบบไม่ได้ ต้องหันไปกู้เงินนอกระบบมาใช้จ่ายจนกว่าจะได้งานใหม่ ซึ่งส่วนนี้ไม่ได้มีการเก็บตัวเลขที่ชัดเจน ตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่แท้จริงจึงสูงกว่าที่มีการรายงานกันมาก
"หากรวมหนี้นอกระบบทั้งหมดมาเป็นหนี้ครัวเรือนด้วย ก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจะสูงถึง 100% ของจีดีพี" เชาว์ กล่าว
ฉะนั้น เมื่อพิจารณาสภาพเศรษฐกิจรอบด้านแล้ว ตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่ลดลงนั้น เป็นการลดลงทางเทคนิคเป็นการชั่วคราว และก็ไม่น่าจะด่วนยินดีว่าครัวเรือนมีภาระน้อยลง เพราะปริมาณหนี้จะไปสอดคล้องกับการบริโภคครัวเรือนที่ยังไม่มีแนวโน้มขยายตัวมากมายในครึ่งแรกของปีนีh







