posttoday
จีนมุ่งหน้าปฏิรูป หนทางรอดจริงระยะยาว

จีนมุ่งหน้าปฏิรูป หนทางรอดจริงระยะยาว

30 สิงหาคม 2559

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ระหว่างการประชุมธนาคารกลางที่แจ็กสัน โฮล สหรัฐ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากการส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เป็นไฮไลต์แล้ว ก็ยังมีการประสานเสียงในทำนองเดียวกันจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ว่า พร้อมที่จะดำเนินนโยบายการเงินเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหากจำเป็น

จึงไม่น่าแปลกใจที่เมื่อวานนี้ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นจะเป็นเพียงไม่กี่ตลาดในเอเชียที่ปรับตัวบวกขึ้นไปรับนโยบายกระตุ้นใหม่ล่วงหน้า

ทว่า อาจไม่ใช่ทุกธนาคารกลางที่จะมุ่งหน้าใช้นโยบายผ่อนปรนแบบเต็มสูบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในบ้าน โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่มีบทพิสูจน์ให้เห็นมาแล้วหลายครั้งในหลายประเทศว่า ลำพังเพียงมาตรการทางการเงินอาจไม่ใช่คำตอบ

ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) เป็นหนึ่งในแบงก์ชาติที่เผชิญแรงกดดันของตลาดในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า อาจจำเป็นต้องผ่อนคลายทางการเงินครั้งใหม่ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกครั้งในรอบกว่า 1 ปี หรือใช้วิธีลดการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) หลังจากที่ตัวเลขเศรษฐกิจทั้งการผลิตและส่งออกยังย่ำแย่ การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวต่ำ และการปล่อยกู้ลดลง

อย่างไรก็ตาม การผ่อนปรนทางการเงินอาจไม่ใช่เครื่องมือที่การันตีได้ว่าจะช่วยให้ภาคเอกชนหันมากู้เพื่อลงทุนมากขึ้น โดยตัวเลขในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา พบว่า ภาคเอกชนในจีนต่างหันมาถือครองเงินสดเพิ่มขึ้นถึง 18% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เป็นการเพิ่มขึ้นต่อไตรมาสสูงที่สุดในรอบ 6 ปี และสูงกว่าในสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ไปอยู่ที่ 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

มีรายงานแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการเงินจีนเปิดเผยกับรอยเตอร์สว่า ตัวเลขการถือครองเงินสดของภาคเอกชนที่สะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่น ทำให้พีบีโอซีมีแนวโน้มอาจจะไม่ทุ่มใช้นโยบายการเงิน เนื่องจากกังวลว่าจะไม่เห็นผลมากพอ นอกจากนี้ ก็ยังเห็นตัวอย่างความล้มเหลวมาแล้วจากบีโอเจและอีซีบี ที่ทั้งใช้ดอกเบี้ยติดลบ ทั้งขยายวงเงินการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ไปจนถึงการขยายซื้อคืนหุ้นกู้ในภาคเอกชน แต่กลับไม่เห็นผลเท่าที่ควร โดยเฉพาะญี่ปุ่นนั้นยังไม่สามารถแม้แต่จะกดค่าเงินเยนให้อ่อนลงด้วย

ขณะเดียวกัน พีบีโอซียังต้องระวังการประกาศใช้มาตรการผ่อนปรนทางการเงินมากกว่าใคร เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะทำให้ตลาดตื่นตระหนกจนเกิดแรงเทขายครั้งใหญ่เหมือนในปีที่ผ่านมา

หากเศรษฐกิจจีนไม่มีความเสี่ยงมากพอที่จะขยายตัวต่ำกว่าระดับ 6.5% ต่อปี ซึ่งเป็นระดับที่ทางการจีนส่งสัญญาณมาหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง พีบีโอซีก็อาจไม่จำเป็นต้องเสี่ยงต่อการส่งสัญญาณให้ตลาดเข้าใจผิด หรือเสพติดมาตรการกระตุ้นโดยไม่จำเป็นก็ได้ เพราะรัฐบาลประธานาธิบดี สีจิ้นผิง พยายามส่งสัญญาณบอกโลกมานานแล้วว่า เศรษฐกิจจีนจะขยายตัวลดลงจากการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ

ดังนั้น หากกลับไปใช้วิธีการเดิมๆ ทั้งการกระตุ้นทางการเงินหรือการคลังเพื่อหวังผลทางจีดีพีระยะสั้น จีนก็จะกลับไปอยู่วังวนเดิมและเสี่ยงต่อความล้มเหลวในการปฏิรูปเศรษฐกิจตามที่ประกาศไว้

หวัง ยี่หมิง รองผู้อำนวยการสำนักวิจัยเพื่อการพัฒนา ซึ่งเป็นหน่วยงานคลังสมองของรัฐบาลจีน ได้ตอกย้ำผ่านสื่อเมื่อวานนี้ว่า สิ่งที่จีนต้องการจริงๆ ไม่ใช่มาตรการกระตุ้นเพื่อปั้นจีดีพี ซึ่งเป็นแค่ผลระยะสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจไปสู่ระบบใหม่ ปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ลดการผลิตในกลุ่มสินค้าโลว์เอนด์ และภาคการผลิตส่วนเกิน มุ่งไปสู่การผลิตสินค้าที่เป็นกลุ่มมิดเดิล-ไฮเอนด์ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในมุมมองของหวัง หากยังฝืนใช้วิธีเดิมๆ ต่อไป ไม่เพียงแต่จะทำให้ตัวเลขการลงทุนของภาคเอกชนลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะมองไม่เห็นอนาคตในระยะยาวอย่างแท้จริงแล้ว รวมถึงทำให้สัดส่วนหนี้ในประเทศขยายตัวมากขึ้น เพราะรัฐบาลต้องโอบอุ้มกันอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังทำให้ระบบการเงินในภาพรวมเสี่ยงมากขึ้นไปด้วย

เพราะเศรษฐกิจจีนในทุกวันนี้เติบโตขึ้นจนไม่สามารถอยู่ในกรอบเดิมๆ ของแหล่งผลิตสินค้าราคาถูกเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว ต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้ภาคเอกชนต้องหันไปหาแหล่งผลิตใหม่ในประเทศแถบเอเชียกลางและอาเซียนแทน ซึ่งหากไม่มีการปรับตัวเร็วพอจีนก็จะติดกับอยู่กับการผลิตสินค้าราคาถูกที่ล้าสมัยและไม่เป็นที่ต้องการของโลก

การกระตุ้นของจีนในเวลานี้จึงควรเป็นการกระตุ้นเพื่อพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ตกลงมากเกินไปจากผลพวงของการปฏิรูปเท่านั้น โดยเฉพาะการปฏิรูปในภาคการผลิตส่วนเกิน และการปฏิรูปลดการพึ่งพิงส่งออกหันไปสู่การบริโภคในประเทศมากขึ้น

ที่ผ่านมา จีนพยายามผลักดันให้หลายเมืองปรับโมเดลเศรษฐกิจไปสู่ภาคการบริการมากขึ้น ทว่าก็ยังไม่เห็นความสำเร็จมากนัก เช่น การผลักดันให้เมืองยู่หลิน ในมณฑลส่านซี ที่เคยเป็นแหล่งผลิตถ่านหิน ให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวตามแนวกำแพงเมืองจีน เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่นิยมมาที่เมืองนี้เมื่อเทียบกับแหล่งท่องเที่ยวดังๆ อีกหลายแห่งทั่วประเทศ ทำให้การลงทุนในภาคบริการการท่องเที่ยวขยายตัวช้าเมื่อเทียบกับการลงทุนในภาคพลังงานเก่าที่ผ่านๆ มา 

การปรับเปลี่ยนเช่นเดียวกันนี้ในอีกหลายเมืองของจีน ทำให้ทางการยังต้องใช้เงินเข้าไปโอบอุ้มรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนรูปแบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะคนจำนวนมากที่ต้องตกงานในอุตสาหกรรมเหมืองและถ่านหิน ที่ส่วนใหญ่เป็นการดำเนินงานโดยรัฐวิสาหกิจจีน ซึ่งจากการดำเนินการไปในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาพบว่า จีนยังลดการผลิตส่วนเกินได้ช้า เพราะผลกระทบมีมากกว่าที่คาดไว้

นอกจากนี้ จีนยังต้องใช้เงินลงทุนไปกับอุตสาหกรรมใหม่ที่จะเป็นอนาคต เช่น นวัตกรรม ไอที การวิจัยและพัฒนา เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาวเช่นเดียวกับที่เกาหลีใต้ดำเนินการมาก่อนแล้ว

ดังนั้น แทนที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนประเทศพัฒนาแล้วด้วยการลดดอกเบี้ยที่เสียของ จีนอาจจำเป็นต้องปรับให้เข้ากับรูปแบบของตัวเองเพื่อผ่านช่วงยากลำบากของการปรับเปลี่ยนรูปแบบเศรษฐกิจอีกนาน

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด เบรนท์ฟอร์ด พบ ลิเวอร์พูล พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด เบรนท์ฟอร์ด พบ ลิเวอร์พูล พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69