
15 ปี กองทุนหมู่บ้าน และชุมชนเมือง (1)
โดย...สุวิทย์ คุณกิตติ
โดย...สุวิทย์ คุณกิตติ
ถ้ายังจำกันได้เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ก็มีนโยบายในการจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ทั้งนักวิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชน รวมทั้งสื่อสารมวลชนได้ออกมาแสดงความคิดเห็นด้วยความเป็นห่วงว่า กองทุนหมู่บ้านละหนึ่งล้านบาทที่รัฐบาลจัดสรรเงินอุดหนุนลงไปให้จะเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เงินที่ใส่ลงไปให้ประชาชนก็จะสูญหายและไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะไม่มีการฝึกอบรมเพื่อสร้างความเข้าใจและสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชนก่อน หรือมีแนวทางที่ชัดเจนว่าจะให้ชาวบ้านนำเงินไปใช้ทำอะไร
ผมได้ชี้แจงอยู่เสมอว่า ประชาชนคนไทยนั้นมีความฉลาดมีความรู้ความเข้าใจและในการบริหารจัดการเงินและแก้ไขปัญหาทั้งส่วนตัวและส่วนรวมได้ดีกว่ารัฐบาล และหน่วยงานของรัฐ จะเห็นได้จากโครงการของรัฐต่างๆ ที่ลงไปส่งเสริมให้ชาวบ้านเป็นผู้ดำเนินการโดยมีเงื่อนไขกติกาที่กำหนดให้ชาวบ้านต้องไปดำเนินการเพราะคิดว่าชาวบ้านไม่สามารถคิดเองทำเองได้ โครงการเหล่านั้นจึงไม่มีความยั่งยืนและล้มเหลวไปในที่สุด
รัฐบาลต่างๆ ที่ได้ใช้เงินเพื่อดำเนินการโครงการในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนและความยากจนและทำโครงการต่างๆ เป็นจำนวนมากใช้เงินไปแล้วไม่รู้เท่าไหร่ ในที่สุดเงินเหล่านั้นก็สูญหายไปทั้งระหว่างทางเหมือนกับไอติมที่มีคนเปิดเลียไปตลอดทาง เมื่อถึงชาวบ้านก็เหลือแต่ไม้และถุง เมื่อโครงการล้มเหลวก็ไม่มีใครรับผิดชอบและไม่เคยมีการประเมินและติดตามผลว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าหรือไม่อย่างไร
ที่สำคัญจะไปโทษชาวบ้านก็ไม่ได้เพราะชาวบ้านบอกว่า สิ่งที่ทำทั้งหมดก็ทำตามที่ข้าราชการไปบอกว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลและต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ เมื่อทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จจะให้ชาวบ้านรับผิดชอบได้อย่างไร โครงการที่ได้มาเป็นโครงการสำเร็จรูปที่หน่วยงานของรัฐและเป็นผู้กำหนดตั้งแต่นโยบายและขั้นตอนการดำเนินการชาวบ้านไม่ได้มีส่วนร่วมคิดร่วมทำ ตั้งแต่แรกเพราะถูกบังคับให้ดำเนินการตามที่ได้สั่งการมาเท่านั้น
นโยบายเรื่องกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจึงแตกต่างจากนโยบายของรัฐ เพราะเป็นนโยบายที่ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นตั้งแต่การรวมตัวกันเพื่อรับทราบนโยบายในเรื่องกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองและให้ชาวบ้านตัดสินใจกันเองว่ามีความต้องการที่จะเข้าร่วมโครงการหรือไม่อย่างไร แทนที่จะเป็นการไปยัดเยียดให้กับชาวบ้านเหมือนโครงการอื่นๆ ในระยะแรกมีหมู่บ้านและชุมชนเมืองจำนวนมากแจ้งว่า ไม่มีความประสงค์จะเข้าร่วมกับโครงการซึ่งเราก็ไม่ได้จัดสรรงบประมาณลงไปให้
จนในที่สุดเมื่อหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่ไม่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการเห็นว่า หมู่บ้านหรือชุมชนเมืองใกล้เคียงที่ได้มีประชามติให้เข้าร่วมโครงการได้รับประโยชน์จากโครงการนี้จึงได้ตัดสินใจเข้าร่วมในภายหลัง ซึ่งก็ต้องทำตามเงื่อนไขเหมือนกัน คือเมื่อตัดสินใจหลังจากการทำประชาสังคมเพื่อรับฟังนโยบายและรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้านแล้วชาวบ้านก็ต้องรวมตัวกันเปิดบัญชีและร่วมออมเงินเสียก่อน รวมทั้งการเลือกตั้งคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้เพื่อทำหน้าที่ในการบริหารจัดการเงินของรัฐบาลที่จะอุดหนุนลงไปหมู่บ้านละหนึ่งล้านบาท โดยคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติได้กำหนดนโยบายและแนวทาง
รวมทั้งการออกระเบียบเป็นกรอบกว้างๆ เหมือนกับรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้กำหนดกฎกติกาของกองทุนหมู่บ้านด้วยตัวเอง ภายใต้ระเบียบของคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติเหมือนกับการกระจายอำนาจให้ชาวบ้านได้ออกกฎหมายของตัวเอง เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมวัฒนธรรม ศาสนา ความจำเป็นและความต้องการของแต่ละหมู่บ้านที่มีความเหมือนและแตกต่างกัน
ความแตกต่างที่สำคัญและเห็นได้ชัดก็คือ “การกระจายอำนาจให้ประชาชน ผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมทำ ร่วมกันบริหารจัดการ ร่วมกันรับผลประโยชน์และร่วมกันรับผิดชอบ”
สิ่งที่ผมขอจากกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองก็คือเงินหนึ่งล้านบาทที่ให้ไปครั้งแรกและหากทำดีก็จะมีมาอีกนั้น สมาชิกของกองทุนหมู่บ้านและคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจะต้องร่วมกันรับผิดชอบไม่ให้เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้จากภาษีอากรของพี่น้องประชาชน ต้องไม่เกิดความเสียหายและสูญเสีย จะต้องมีระบบบัญชีที่สามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลาว่า เงินอยู่ที่ใครเท่าไหร่ภายใต้เงื่อนไขที่คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนร่วมกับชาวบ้านในการตัดสินใจที่จะใช้เงินจำนวนนี้ว่าจะให้กู้ยืมกันอย่างไร จะมีดอกเบี้ยหรือไม่เท่าไรก็อยู่ที่สมาชิกและคณะกรรมการจะร่วมกันตัดสินใจ &O5532;
(อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้)







