
ปฏิรูปนักการเมือง ปฏิรูปประชาชน
....ภุมรัตน์ ทักษาติพงษ์
ในระบอบประชาธิปไตยโดยตัวแทน ประชาชนเลือกผู้แทนเข้าไปทำหน้าที่ในการออกกฎหมายที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติ ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารตามหลัก และเป็นปากเสียงในปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยทำงานในสภาปีละ 2 สมัย สมัยละ 3 เดือน สัปดาห์หนึ่งประชุมสภาเพียงสองวันคือพุธและพฤหัส วันละไม่กี่ชั่วโมง นานๆ จะมีประชุมพิเศษบ้าง นอกนั้น ประธานคณะกรรมาธิการสามัญอาจเชิญประชุมอีก 12 วัน วันละ 3 ชั่วโมงช่วงเปิดสมัยประชุม สส.มีหน้าที่มาประชุมตามวันเวลาที่กำหนด
ประชาชนไม่ได้ให้ สส.ทำงานฟรี แต่ได้ให้สิ่งตอบแทนอย่างมากมายเพื่อให้ สส.ปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ผลดี สส.ได้เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งจากภาษีประชาชนเดือนละ 104,500 บาท ในเดือน เม.ย. 2554 จะได้เพิ่มอีกเป็นเดือนละ 133,230 บาท เทียบสถานะเท่ากับซูเปอร์ปลัดกระทรวง สส.ได้เอกสิทธิ์ความคุ้มกันต่างๆ มากมายทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผย ได้เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงในวาระดำรงตำแหน่ง ชนิดที่ข้าราชการประจำทำงานกว่า 30 ปียังไม่ได้เท่านี้
ยิ่งได้เป็นประธาน รองประธานสภา ประธานคณะกรรมาธิการสามัญก็ได้สิทธิมากขึ้น สส.ขึ้นเครื่องบิน รถไฟ รถโดยสารฟรีโดยสภาออกเงินให้ ได้เดินทางไปดูงานและเที่ยวในต่างประเทศ ได้เงินบำเหน็จบำนาญ ฯลฯ ซ้ำบางคนยังใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อแสวงประโยชน์หรือคุ้มครองธุรกิจของตนและพรรคพวก รวมทั้งการแย่งชิงการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ เพื่อเบียดบังเงินจากโครงการต่างๆ
สส.ส่วนใหญ่ทำงานคุ้มกับเงินภาษีของประชาชนและเอกสิทธิ์ความคุ้มกันที่ประชาชนมอบให้ แต่ก็ยังมี สส.อีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่ยอมทำหน้าที่ ส่วนผลประโยชน์ทั้งในรูปเงินและไม่ใช่เงินนั้น พวกเขารับอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เมื่อปลาตัวเดียวเน่าก็ทำให้ปลาทั้งข้องเหม็นไปหมด
ต้องขอบคุณหนังสือพิมพ์บางฉบับที่เปิดเผยรายชื่อ สส.จอมขี้เกียจที่ขาดประชุมครั้งที่แล้ว จนสภาล่มซ้ำซากให้ประชาชนได้รับทราบ ต่อไปสื่อควรถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องตรวจสอบและเปิดเผยรายชื่อผู้ขาดประชุมสภาทุกครั้ง และควรทำบัญชีรายชื่อ สส.ชุดนี้ที่ขาดประชุมสภามากน้อยเรียงตามลำดับ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบว่าใครเป็นแชมป์ขาดประชุม ใครเป็นแชมป์เข้าประชุมอย่างสม่ำเสมอ ใครที่เซ็นชื่อเข้าประชุมแล้วหายตัวไป ใครที่เสียบบัตรแทนกัน ใครที่ชอบนั่งคุยกันอยู่นอกห้องประชุมมากกว่าในห้องประชุม พอประธานกดออกก็รีบวิ่งเข้าไปเสียบบัตร ฯลฯ อย่างน้อยประชาชนในจังหวัดต่างๆ จะได้รู้พฤติกรรมของ สส.ว่าปฏิบัติหน้าที่สมกับที่ประชาชนไว้วางใจเลือกเข้าไปทำหน้าที่หรือไม่ ประชาชนจะได้กาชื่อไว้และไม่เลือกเข้าไปเป็น สส.อีก หรือประชาชนอาจใช้สิทธิในการถอดถอน สส.ที่ขาดประชุมเสมอ เพราะ สส.พวกนี้ทำให้คนในจังหวัดเสียชื่อไปด้วย
เราเห็นด้วยกับนักวิชาการหลายท่านที่เสนอให้องค์กรภาคเอกชนจัดทำข้อมูลประวัติ พฤติกรรม และผลงานของ สส.แต่ละคนเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับทราบ เช่น เข้าประชุมกี่ครั้ง ขาดประชุมกี่ครั้ง เซ็นชื่อเข้าประชุมในตอนเช้าแล้วหายหัวไปกี่ครั้ง อยู่ลงมติกี่ครั้ง ประชุมคณะกรรมาธิการกี่ครั้ง ในการประชุมสภาและคณะกรรมาธิการ ได้แสดงความคิดเห็นอย่างไรบ้างในการประชุมแต่ละครั้ง บันทึกข้อความการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวในโอกาสต่างๆ การเดินทางไปดูงานในประเทศและต่างประเทศได้ผลงานอะไรมาบ้าง ได้ทำหน้าที่สมกับที่รัฐจ่ายงบประมาณให้เดินทางไปหรือไม่ หรือถือโอกาสไปเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ และดูงานเป็นส่วนน้อย ฯลฯ ทั้งนี้ โดยประสานขอข้อมูลจากรัฐสภาซึ่งเป็นข้อมูลเปิด ยกเว้นการประชุมลับ สส.และนักการเมืองมีพฤติกรรมโกงกินอย่างไรบ้าง หรือส่อในการใช้อำนาจในทางที่ผิดอย่างไรบ้างหรือไม่ ฯลฯ
ทั้งนี้ สื่อมวลชนประเภทต่างๆ ต้องช่วยกันรวบรวมข้อมูลนักการเมืองทั้งหมด ซึ่งพวกเขาเป็นบุคคลสาธารณะที่ต้องถูกตรวจสอบ ส่วนวิธีการนำเสนอนั้นต้องแยบยลเพื่อไม่ให้ถูกฟ้องหมิ่นประมาทได้ วิธีการเช่นนี้ องค์กรภาคประชาชนในเกาหลีใต้เคยทำได้ผลมาแล้ว
สส.กำลังจะมีที่ทำงานแห่งใหม่ แต่รัฐสภาใหม่แม้จะมีชื่อไพเราะเพราะพริ้ง ใหญ่โตมโหฬาร มีมูลค่ามากมายมหาศาลก็คงไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของ สส.ที่ไร้จิตสำนึกในการทำหน้าที่ของตนได้
ปัจจุบัน มีบทความจำนวนไม่น้อยที่ผู้เขียนแสดงความอิดหนาระอาใจต่อพฤติกรรมของนักการเมือง แม้แต่เยาวชนก็ยังไม่ไว้ใจนักการเมือง สังคมกำลังเรียกร้องให้มีการปฏิรูปนักการเมือง เพราะถ้านักการเมืองดี การเมืองก็คงจะดีขึ้น สังคมวันนี้มองว่า นักการเมืองเป็นปัญหาหลักของชาติ ความแตกแยกของคนในชาติ การแบ่งสีแบ่งฝ่าย การทะเลาะเบาะแว้งจนนำไปสู่การเผาบ้านเผาเมือง การทำร้ายทำลายบ้านเมืองเป็นฝีมือของนักการเมืองทั้งนั้น แม้จะเป็นเพียงนักการเมืองกลุ่มหนึ่ง แต่ก็ทำให้ภาพลักษณ์ของนักการเมืองทั้งหมดเสียไปด้วย นักธุรกิจบางคนถึงกับพูดว่า หากไม่มีนักการเมือง ประเทศไทยคงเจริญก้าวหน้าไปมากกว่านี้
ประชาชนต้องปฏิรูปตนเองเช่นกัน ต้องตระหนักถึงพลังอำนาจที่ตนมีอยู่ในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย ในการเลือกผู้แทน ตรวจสอบ ถอดถอนผู้แทนที่ตนเลือกเข้าไป อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ วินสตัน เชอร์ชิล เคยกล่าวทำนองว่า ผู้แทนเป็นอย่างไร ประชาชนก็เป็นอย่างนั้น เพราะประชาชนมักจะเลือกคนที่มี ดี.เอ็น.เอ.แบบเดียวกันไปเป็นตัวแทน ดังนั้น จุดเริ่มต้นจึงต้องปฏิรูปประชาชนก่อน
ประชาชนต้องช่วยกันทำให้ประชาธิปไตยไทยเข้มแข็ง ด้วยการปฏิรูปตัวเองเพื่อนำไปสู่การเลือกนักการเมืองที่ดี ในขณะเดียวกัน นักการเมืองก็ต้องปฏิรูปตัวเองด้วย สุดท้าย การเมืองไทยคงจะดีขึ้น แม้เป็นความฝันที่ยากก็ตาม







