
พันธกิจชาวจีนโพ้นทะเล (1)
ผมพักอยู่ที่บ้านเกิด 15 วัน จึงเดินทางกลับเมืองไทย โดยผ่านกว่างโจวแล้วข้ามไปฮ่องกง โดยใช้เส้นสายหารถโดยสาร
โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง
ผมพักอยู่ที่บ้านเกิด 15 วัน จึงเดินทางกลับเมืองไทย โดยผ่านกว่างโจวแล้วข้ามไปฮ่องกง โดยใช้เส้นสายหารถโดยสาร จองเครื่องบิน และผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเพื่อกลับให้ถึงเมืองไทย
ผมกลับเมืองไทยในสภาพตัวเปล่าอีกครั้ง คล้ายกับเมื่อครั้งที่มาเมืองไทยครั้งแรก คือ มีกางเกง เสื้อ ใส่ติดตัว และมีที่เพิ่มขึ้นมาคือกระเป๋าเล็กๆ หนึ่งใบ นอกนั้นผมให้ญาติๆ ไปหมด แม้แต่เข็มขัดหนังที่ผมใส่ ผมก็ถอดให้เขาไปด้วย เพราะลูกพี่ชายคนหนึ่งมองและชื่นชมเข็มขัดผมอยู่ตลอดเวลา และเอ่ยปากขอก่อนผมเดินทางออกจากหมู่บ้าน ผมต้องใช้เชือกผูกเอวแทนเข็มขัดหนังเส้นสวยของผม
ช่วงที่พักอยู่ในเมืองจีน ผมได้เห็นความลำบากของชาวบ้านที่อำเภอฮงสุน รู้สึกสงสารพวกเขามาก อยากช่วยพวกเขาในทุกๆ ด้าน ตั้งใจว่าถ้าโชคดีมีโอกาสร่ำรวยมากขึ้น ผมจะกลับมาทำประโยชน์ให้บ้านเกิดที่เมืองจีนอีกอย่างแน่นอน
ในเวลาต่อมาความตั้งใจของผมก็เป็นจริง ธุรกิจของผมรุ่งเรืองขึ้น เพราะลูกชายคนโตที่ชื่อ “ฮ่อนจิว” หรือชื่อไทยว่า “ภวัฒน์” ได้เข้ามาช่วยบริหาร ต่อยอดนำพาธุรกิจเข้าสู่ยุคใหม่ บริหารแบบสมัยใหม่ ผมได้กลับมาบ้านเกิดที่อำเภอฮงสุนอีกตามที่ตั้งใจ การกลับมาครั้งนี้ ผมได้มาสร้างสะพานเป็นงานแรกเพื่อให้ชาวบ้านได้เดินทางสะดวก การที่ผมสร้างสะพานและสร้างทาง เพราะคิดว่าบุญกุศลที่ทำจะช่วยให้ผมพบกับความสำเร็จโดยไม่ต้องเดินทางไกลอีกในชาติหน้า
ผมได้สร้างโรงเรียนให้เด็กๆ ได้เรียนหนังสือเพราะตอนเด็กผมไม่มีโอกาสได้เรียน จึงอยากทำกุศลตรงนี้ให้เกิดประโยชน์กับเด็กๆ ในอำเภอฮงสุนของผม
นอกจากสร้างโรงเรียน ผมยังได้สร้างโรงพยาบาลขนาด 228 เตียง (ซึ่งเป็นเตียงขนาดเล็กๆ) ที่อำเภอฮงสุน ซึ่งในวันเปิดโรงพยาบาล ผู้ว่ามณฑลกวางตุ้ง (มณฑลซึ่งมีประชากรมากกว่าประเทศไทย) ได้เดินทางมาร่วมเปิดโรงพยาบาลด้วยตนเอง นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของอำเภอฮงสุนที่มีข้าราชการระดับผู้ว่ามณฑลมาเยือน ทุกคนต่างพากันดีใจ รู้สึกมีหน้ามีตาและมีความหวังในชีวิตมากขึ้น
ผมได้สร้างบ่อน้ำและโรงเรือนอาบน้ำอุ่น ศาลา ถนนหนทาง ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ใหญ่เล็กรวมกันแล้ว 97 โครงการ โดยเฉพาะโรงเรียนกว่า 20 โรงเรียน ถนน 8 แห่ง ในเวลา 20 ปีต่อมา
การทำกุศลดังกล่าว ผมไม่ได้หวังชื่อเสียง แต่หวังให้เกิดประโยชน์กับชาวบ้านอย่างแท้จริง ความตั้งใจอันบริสุทธิ์ของผมทราบไปถึงรัฐบาลจีนส่วนกลาง ทางรัฐบาลได้ให้เกียรติผมทุกครั้งที่มีโอกาสไปปักกิ่ง ผมได้พักในบ้านรับรองของรัฐบาลจีน และได้รับเชิญร่วมงานฉลองวันชาติจีนในวันที่ 1 เดือน ต.ค.ของทุกๆ ปี จวบจนปัจจุบัน เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกภูมิใจที่สุด
ผู้ใหญ่ในปักกิ่งบอกผมว่า “ซิวซีเป็นตัวอย่างที่ดีของคนจีนโพ้นทะเล ที่ระลึกถึงบ้านเกิด ช่วยเหลือเกื้อกูลในยามยาก” แม้ผมจะไม่ได้ร่ำรวยมากเหมือนชาวจีนโพ้นทะเลอีกเป็นจำนวนมากในเมืองไทย ฮ่องกง หรือประเทศอื่นๆ คิดดูซิครับ ผมเป็นเพียงเด็กชาวนา ยากจน แถมช่วงชีวิตหนึ่งเคยตาบอดจนคิดจะผูกคอตาย เพราะไม่อยากเป็นภาระให้พ่อแม่ต้องเลี้ยงดูไปตลอด แต่ตอนนี้ผมมีโอกาสได้สัมผัสมือกับประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมิน ประธานาธิบดีหูจิ่นเทา อดีตนายกรัฐมนตรีจูหรงจี และผู้ใหญ่ระดับชาติหลายๆ ท่าน
แม้ผมจะไม่ได้ร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี มีชื่อติดอันดับ แต่ผมก็ภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมเล็กๆ น้อยๆ ในการสร้างสาธารณประโยชน์ให้กับประเทศจีน ในฐานะชาวจีนโพ้นทะเลหรือลูกหลานชาวจีนเหมือนคนอื่น เช่น คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ที่ได้พัฒนาประเทศจีนในนามบริษัท เจียไต๋ หรือ ลีกาชิง ซึ่งออกจากจีนไปตั้งแต่อายุ 11 ปี แล้วไปร่ำรวยอยู่ที่เกาะฮ่องกงก็ยังกลับไปช่วยประเทศจีน อีกทั้งชาวจีนโพ้นทะเลคนอื่นๆ อีกมากมายที่ได้กลับไปช่วยประเทศในยามยาก
ชาวจีนเป็นนักต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ ไปอยู่ประเทศไหนก็มักไปสร้างธุรกิจ มีกิจการ ไม่ว่าจะรวยมาก หรือรวยน้อย ต่างมีจิตใจกตัญญูรู้คุณ ส่วนใหญ่มักกลับไปสร้างประโยชน์ให้กับประเทศจีนที่เป็นถิ่นฐานบ้านเกิด
ผมกลับไปเมืองจีนบ่อยเห็นการเปลี่ยนแปลงจากปี ค.ศ. 1974 ใช้ระบบเศรษฐกิจชุมชนมาเป็นระบบจัดสรรที่ดินและแต่ละครอบครัวเริ่มทำกินกันเอง โดยรัฐจัดสรรอาหารให้โดยมีหลักการ เช่น ผู้ชายได้ข้าวสาร 18 กิโลกรัม (กก.)/เดือน ผู้หญิงได้ข้าวสาร 15 กก./เดือน คนแก่ 13 กก./เดือน เนื้อหมู 100 กรัม/คน/เดือน น้ำมันปรุงอาหาร 100 กรัม/คน/เดือน เป็นต้น
ที่ดินของรัฐแต่ให้ใช้ทำไร่ทำนา ผลผลิตแบ่งกันระหว่างรัฐและคนทำ ที่ดินในเมืองหรือที่ตั้งโรงงานต้องเช่าเซ้งกับรัฐ มีระยะเวลาเช่าเซ้ง 30 ปีบ้าง 50 ปีบ้าง หรือ 70 ปี จนตอนหลังๆ เป็นระบบปกครองแบบคอมมิวนิสต์ที่ใช้ระบบเศรษฐกิจกลไกตลาดค่อนข้างเสรี มีการเปิดประเทศรับการลงทุนจากต่างชาติ ค้าขายกับต่างชาติทั่วโลก ประกอบกับคนจีนมีทักษะด้านอุตสาหกรรมและค้าขายเก่ง ทำให้ประเทศจีนเจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วจนเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก (ค.ศ. 2012) และมีโอกาสใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลกในอีก 10 กว่าปีข้างหน้า
ผมได้เห็นความเจริญมากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกหัวระแหง แน่นอนความเจริญเหมือนเหรียญสองด้าน มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีของความเจริญคงเป็นเรื่องความสะดวกสบาย ความเจริญหูเจริญตา แต่ข้อเสียคือ เราให้ความนิยมในเรื่องของวัตถุมากกว่าจิตใจ แต่กระนั้นก็ตามแม้ว่าจะเสี่ยงกับค่านิยมทางวัตถุ แต่ผมยังเชื่อว่า ทุกวันนี้คนจีนส่วนใหญ่ยังรักษาคุณธรรมตามคำสอนของท่านขงจื๊อไว้อย่างไม่เปลี่ยนแปลง
(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)







