
ระวังภัยไซเบอร์
เหตุที่เกิดขึ้นกับธนาคารกสิกรไทยและธนาคารออมสินที่ผ่านมา แม้ว่าจะสร้างความเสียหายไม่มากนัก
เหตุที่เกิดขึ้นกับธนาคารกสิกรไทยและธนาคารออมสินที่ผ่านมา แม้ว่าจะสร้างความเสียหายไม่มากนัก แต่ก็ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในระบบการรักษาความปลอดภัยด้านอิเล็กทรอนิกส์ของระบบการเงิน ที่จะกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการชำระเงินแห่งชาติ หรืออี-เพย์เมนต์ ที่กำลังจะเริ่มต้นด้วยพร้อมเพย์ ในเดือน ต.ค. 2559 เป็นเฟสแรก
ขณะเดียวกัน เหตุการณ์ดังกล่าวควรจะเป็นบทเรียนให้กับรัฐบาลที่กำลังใช้โมเดลไทยแลนด์ 4.0 ในการพัฒนาประเทศ ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยขนานใหญ่ เพราะเป็นเปลี่ยนจากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยภาคอุตสาหกรรม เป็นการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ที่มีเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเข้ามาเกี่ยวพันมากขึ้น
เพราะรัฐบาลคงไม่สามารถวางแผนนำพาประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างโดดๆ แต่ต้องวางแผนไปพร้อมกันในการป้องกันภัยจากการคุมคามด้านไซเบอร์ไปด้วย
โดยเฉพาะกรณีของธนาคารออมสินที่อาชญากรด้านไซเบอร์จากต่างชาติเข้ามาในประเทศและปล่อยมัลแวร์ ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่สร้างความเสียหายให้กับระบบคอมพิวเตอร์ในตู้เอทีเอ็มของธนาคาร จนสามารถนำเงินออกไปได้และหลบหนีออกนอกประเทศได้อย่างง่ายดาย โดยมีการคาดว่ามัลแวร์ที่อาชญากรด้านไซเบอร์ใช้โจรกรรมเงินจากเครื่องเอทีเอ็มครั้งนี้ สามารถทำลายตัวเอง ทำให้กว่าที่ธนาคารจะเห็นถึงความผิดปกติและแจ้งความดำเนินคดี ก็ใช้เวลาอีกหลายวัน
อย่างไรก็ตาม สำหรับธนาคารพาณิชย์รวมไปถึงธนาคารของรัฐ ตลอดจนองค์กรเอกชนใหญ่ๆ จะมีระบบป้องกันและรักษาความปลอดภัยของข้อมูลด้านอิเล็กทรอนิสก์ที่ค่อนข้างเข้มแข็ง มีการลงทุนปีละหลายร้อยถึงพันล้านบาท เพื่อสร้างระบบป้องกัน ระบบตรวจสอบ ตรวจจับ อาชญากรรมด้านไซเบอร์ พร้อมกับการอัพเดทโปรแกรมให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพราะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจ
แต่สำหรับหน่วยงานราชการ หากจำกันได้เมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา ที่มีเหล่าแฮ็กเกอร์ในต่างประเทศระดมก่อกวนเว็บไซต์ของรัฐบาล ด้วยการใช้ดีดอส (DDOS) โจมตีเว็บไซต์หน่วยงานรัฐไปหลายเว็บไซต์ ในขณะที่เว็บไซต์ธนาคารพาณิชย์ที่ถูกขู่ว่าจะโจมตีด้วยระบบดังกล่าว กลับไม่มีผลกระทบเหมือนเว็บไซต์รัฐบาล แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบป้องกันภัยจากไซเบอร์ของหน่วยงานราชการอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งนี้ เป็นที่รู้กันว่าประเทศไทยเป็นเป้าหมายใหญ่ประเทศหนึ่งสำหรับนักแฮ็กเกอร์ และอาชญากรด้านไซเบอร์ทั้งหลาย ขณะที่บรรดาเหล่าแฮ็กเกอร์หรืออาชญากรด้านไซเบอร์ในปัจจุบันนั้น มีขีดความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลที่สูงมาก ประกอบการโจมตีที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และจากสถิติของสถาบันวิจัยระดับโลกหลายแห่ง ยังพบว่าการโจมตีของเหล่าอาชญากรด้านไซเบอร์ มักมีเป้าหมายองค์กรที่มีผลทางเศรษฐกิจเป็นหลัก เช่น สถาบันการเงิน ตลาดหลักทรัพย์ โครงข่ายโทรคมนาคม ระบบขนส่งมวลชน ระบบไฟฟ้า เป็นต้น
ดังนั้น รัฐบาลและหน่วยงานรัฐจึงนิ่งนอนใจไม่ได้ ต้องเร่งหามาตรการหรือแนวทางในการรับมือกับอาชญากรด้านไซเบอร์ โดยเฉพาะการที่ไทยจะก้าวเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 รวมถึงการก้าวไปสู่สังคมการลดการใช้เงินสด (Cashless) ที่ทุกธุรกรรมจะต้องทำผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ก็ยิ่งต้องคำนึงถึงการดูแลและคุ้มครองความปลอดภัยของข้อมูลและการเงินให้กับผู้บริโภค
แต่ขณะเดียวกันมาตรการป้องกันภัยจากไซเบอร์ หรือการออกกฎหมายมาควบคุมนั้นจะต้องไม่ส่งผลให้เศรษฐกิจดิจิทัล เช่น อี-คอมเมิร์ซที่กำลังขยายตัว สตาร์ทอัพ ฟินเทค ที่ล้วนแต่จะมาเป็นส่วนหนึ่งของไทยแลนด์ 4.0 ที่รัฐบาลกำลังชูธงในขณะนี้ต้องสะดุดไป







