posttoday
โจรดิจิทัล

โจรดิจิทัล

24 สิงหาคม 2559

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ข่าวการแฮ็กตู้เอทีเอ็มของธนาคารออมสินในบ้านเราเมื่อวานนี้ กลายเป็นข่าวที่หลายคนให้ความสนใจ หรือจะเรียกว่าตื่นตกใจก็คงไม่ผิดนัก เพราะมีตามมาติดๆ จากกรณีที่เพิ่งเกิดขึ้นกับธนาคารกสิกรไทยไปเมื่อไม่นาน จนทำเอาหลายคนกังขาว่าเราพร้อมที่จะเข้าสู่ยุคฟินเทคและเศรษฐกิจดิจิทัลกันแล้วจริงๆ หรือ

ในต่างประเทศก็เกิดปัญหาในทำนองนี้ขึ้นเหมือนกัน ทั้งในรูปแบบที่ไฮเทคกว่า โลว์เทคกว่า หรือคล้ายคลึงกัน ซึ่งเกิดขึ้นในสหรัฐ ยุโรป และ 2 เคสล่าสุดในญี่ปุ่นกับไต้หวันเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

กรณีของญี่ปุ่นในเดือน พ.ค.นั้น เป็นการเจาะเข้าระบบหลังบ้านของธนาคารแห่งหนึ่งในแอฟริกาใต้ แล้วเอาข้อมูลที่ขโมยมาลงในบัตรปลอมเพื่อไล่กดเงินตามตู้เอทีเอ็มในญี่ปุ่น จนครบวงเงินสูงสุดในแต่ละครั้ง ซึ่งทำเป็นขบวนการในเวลาที่สั้นที่สุด โดยเพียง 2 ชั่วโมงครึ่งขโมยเงินไปได้ราว 430 ล้านบาท ในเอทีเอ็มประมาณ 1,400 เครื่องทั่วประเทศ

ส่วนในไต้หวัน เมื่อเดือน ก.ค. มีความพิเศษกว่านั้นตรงที่ไม่ต้องใช้บัตรปลอมขโมยเงิน แต่ใช้เพียงอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไร้สาย ซึ่งคาดว่าจะเป็น “สมาร์ทโฟน” ก็สามารถฝังมัลแวร์ 3 ตัวเข้าที่ตูเอทีเอ็มและขโมยเงินของตู้ธนาคารเฟิสต์แบงก์ไปได้ถึง 2 ล้านเหรียญสหรัฐ ในเวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น 

ขณะที่ของไทยยังเป็นรูปแบบของการใช้การ์ดปลอมฝังมัลแวร์กดเงิน ซึ่งคล้ายคลึงกับหลายเคสในต่างประเทศที่การฝังมัลแวร์นั้น สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งจากการ์ดและจากการเจาะเข้าระบบหลังบ้านของธนาคาร และฝังมัลแวร์ที่ยากต่อการตรวจจับซึ่งมักจะฝังตัวอยู่นานหลายเดือนโดยไม่มีใครรู้ ก่อนที่โจรซึ่งส่วนใหญ่มาจากรัสเซียและประเทศในยุโรปตะวันออก จะลงมือปล้นผ่านตู้เอทีเอ็ม

ลักษณะของการโจรกรรมผ่านตู้เอทีเอ็มนั้น เริ่มเกิดบ่อยครั้งขึ้นในลักษณะของมัลแวร์ ที่บรรดาบริษัทซอฟต์แวร์ต้านไวรัส เช่น แคสเปอร์สกี และเทรนด์ ไมโคร เห็นพ้องกันว่าเป็นมัลแวร์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้น ทำให้ตู้เอทีเอ็มที่ยังเก่าและไม่อัพเดทมากพอเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรม

แต่ในการประชุมแบล็กแฮทของแวดวงไอทีที่ลาสเวกัสครั้งที่ผ่านมา มีการพิสูจน์ให้เห็นด้วยว่า แม้แต่ตู้เอทีเอ็มแบบใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีชิปการ์ดมาตรฐาน EMV ซึ่งหลายประเทศรวมทั้งไทยกำลังปรับใช้นั้น ก็ยังสู้มัลแวร์ของแฮ็กเกอร์ฝีมือฉกาจไม่ได้ แม้จะน่ากลัว แต่วิธีนี้ก็ยังจำกัดและไม่ใช่โจรไฮเทคทุกคนจะเลียนแบบได้ 

ที่สำคัญก็คือ ปัญหาพวกนี้ผู้รับความเสี่ยงส่วนใหญ่ไม่ใช่ผู้บริโภคอย่างเราๆ เพราะไม่ใช่ความผิดที่เกิดขึ้นจากความสะเพร่าของผู้ใช้ (Human Error) เช่น การไว้ใจบอกรหัสกับคนอื่น แต่เป็นการมุ่งเป้ากับแบงก์โดยตรงและไม่มีพรมแดนในการลงมือ ดังนั้นไม่ว่าจะยินดีหรือยินร้ายกับฟินเทค แบงก์ก็ไม่สามารถหยุดอยู่กับที่โดยไม่มีการพัฒนาระบบ และปล่อยให้พวกโจรในคราบนักท่องเที่ยวมาขโมยเงินถึงบ้านได้

ที่สุดแล้วแบงก์ก็ต้องเร่งปรับตัวรับเทคโนโลยีและบังคับให้ผู้บริโภคกลายๆ ให้ปรับตัวรับฟินเทคไปด้วย ที่ชัดเจนที่สุดก็คือ การผลักดันให้ใช้อินเmอร์เน็ตแบงก์กิ้งมากขึ้น ในขณะที่ลดสาขาตามสถานที่ต่างๆ ลง

ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ ยุคสมัยของเศรษฐกิจดิจิทัลก็มารออยู่หน้าบ้านแล้ว ซึ่งคงจะดีกว่าถ้าเราเปิดใจเรียนรู้และเตรียมพร้อมรับมือเทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทันค่ะ

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน