
การไต่สวนเอดี (AD) (2)
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ได้ยกตัวอย่างที่ความตกลงว่าด้วยการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD : Anti-Dumping Agreement) ได้กำหนดแนวทางและเงื่อนไขการใช้มาตรการ AD ไว้ค่อนข้างละเอียด เช่น การกำหนดว่าอะไรคือการทุ่มตลาด อะไรคือการค้าปกติหรือไม่ปกติ แล้วยังมีการกำหนดว่า ควรใช้ราคาส่งออกตรงไหนบ้าง เงื่อนไขควรเป็นอย่างไร ที่สำคัญคือความตกลงได้เน้นย้ำให้เปรียบเทียบกันอย่างเป็นธรรม (Fair Comparison) เพื่อที่จะหาส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาด (Dumping Margin) แล้วนำไปเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจากภาษีนำเข้าปกติ ที่เรียกกันว่า ภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด หรือคนไทยส่วนใหญ่จะรู้จักกันว่าเป็นภาษี AD
นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดว่าอุตสาหกรรมภายในคืออะไร เพื่อนำไปสู่เหตุผลว่า ทำไมประเทศผู้นำเข้าจึงต้องเก็บภาษี AD สำหรับสินค้านั้น กล่าวคือ การทุ่มตลาดเข้ามายังประเทศผู้นำเข้าทำให้อุตสาหกรรมภายในของประเทศนั้นได้รับความเสียหาย โดยความตกลงกำหนดว่า ความเสียหายมีได้ 3 แบบ คือ เสียหายอย่างมากต่ออุตสาหกรรมภายใน (Material Injury) มีการคุกคามว่าจะเสียหายอย่างมากต่ออุตสาหกรรมภายใน (Threat of material injury) และแบบที่ 3 คือ ทำให้เกิดความล่าช้า หรือชะงักงันอย่างแรงในการจัดตั้งอุตสาหกรรมภายใน (Material retardation of the establishment of a domestic industry) จะเห็นได้ว่าความเสียหายนี้ค่อนข้างกว้าง โดยเฉพาะแบบที่ 3 ดังนั้นการจะทำให้ WTO เชื่อหรือไม่ (กรณีถูกฟ้องไปที่ WTO) ว่ามีความเสียหายแบบใดแบบหนึ่งเกิดขึ้น ประเทศผู้ใช้มาตรการ AD ต้องเป็นผู้พิสูจน์ว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นจริง
ตัวอย่างของการพิสูจน์ว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นจริงตามที่ความตกลงกำหนด เช่น ให้พิจารณาจากปริมาณการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นปริมาณการนำเข้าจริงหรือเปรียบเทียบกับการผลิต หรือการบริโภคในประเทศผู้นำเข้า และในการพิจารณาผลกระทบของการนำเข้าสินค้าทุ่มตลาดต่อราคาสินค้าภายในประเทศผู้นำเข้าต้องพิจารณาว่า
1.1 มีการตัดราคาอย่างมากโดยสินค้าทุ่มตลาด เมื่อเปรียบเทียบกับราคาสินค้าชนิดเดียวกัน หรือสินค้าที่มีลักษณะเหมือนกันในประเทศผู้นำเข้าหรือไม่
1.2 ทำให้เกิดการกดราคาสินค้าชนิดเดียวกัน หรือสินค้าที่มีลักษณะเหมือนกันในตลาดผู้นำเข้าอย่างเห็นได้ชัดเจนหรือไม่ และ
1.3 มีการขัดขวางมิให้สินค้าชนิดเดียวกัน หรือสินค้าที่มีลักษณะเหมือนกันในตลาดขึ้นราคาได้อย่างปกติหรือไม่
ทั้งนี้ เมื่อมีการนำเข้าสินค้าที่ถูกไต่สวนการทุ่มตลาดจากต่างประเทศพร้อมกันมากกว่า 1 ประเทศ ความตกลงกำหนดไว้ด้วยว่า ผู้มีอำนาจไต่สวนจะประเมินผลกระทบของการนำเข้านั้นโดยรวมได้ เมื่อ 1.ส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดที่เกิดจากการนำเข้าของแต่ละประเทศ ต้องสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่จะได้รับการยกเว้นไม่ถูกเรียกเก็บ AD (de minimis) คือ ร้อยละ 2 ของราคา ส่งออก และปริมาณนำเข้าจากแต่ละประเทศต้องไม่น้อยกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ (Negligible) ที่กำหนดไว้คือ ร้อยละ 3 ของการนำเข้า แต่กรณีที่มีรายเล็กต่ำกว่าร้อยละ 3 ต้องรวมกันแล้วไม่ต่ำกว่าร้อยละ 7 ของการนำเข้า 2.ผลการทุ่มตลาดที่ประเมินได้โดยรวมนั้นจะต้องเหมาะสม เมื่อพิจารณาถึงเงื่อนการแข่งขันระหว่างสินค้านำเข้า และเงื่อนไขการแข่งขันระหว่างสินค้านำเข้า และสินค้าที่ผลิตภายใน
ในส่วนปัจจัยที่ใช้ประกอบการพิจารณาความเสียหายของความตกลงระบุไว้ 15 ปัจจัย ได้แก่
1.การลดลงของยอดขาย
2.การลดลงของผลกำไร
3.การลดลงของผลการผลิต
4.การลดลงของส่วนแบ่งตลาด
5.การลดลงของกำลังการผลิต
6.การลดลงของผลตอบแทนการลงทุน
7.การใช้กำลังการผลิตให้เกิดประโยชน์
8.ผลกระทบต่อราคาในประเทศ
9.ผลของส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาด
10.ผลกระทบต่อกระแสเงินสด
11.ผลกระทบต่อสินค้าคงคลัง
12.การจ้างงาน
13.ค่าแรง
14.การเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมภายใน
15.ความสามารถในการเพิ่มทุน
การที่ความตกลงระบุไว้ 15 ปัจจัย จึงเกิดช่องโหว่ในการตีความว่าจำเป็นต้องพิจารณาให้ครบทั้ง 15 ปัจจัยหรือไม่ ตัวอย่างของกรณีพิพาทใน WTO เกี่ยวกับการตีความเรื่องนี้ เช่น กรณีโปแลนด์กล่าวหาว่าไทยวิเคราะห์ความเสียหายไม่ครบถ้วนทั้ง 15 ปัจจัย ในการไต่สวนมาตรการ AD กับสินค้าเหล็กโครงสร้างรูปพรรณจากโปแลนด์ และองค์กรระงับข้อพิพาทตัดสินให้ไทยต้องปรับมาตรการให้สอดคล้องกับความตกลง และกรณีที่เม็กซิโกล่าวหาว่ากัวเตมาลาใช้มาตรการ AD กับสินค้า Grey Portland Cement จากเม็กซิโก โดยวิเคราะห์ความเสียหายไม่ครบถ้วนทั้ง 15 ปัจจัย และองค์กรระงับข้อพิพาทของ WTO ได้ตัดสินว่าการพิจารณาความเสียหายต้องทำให้ครบถ้วนทั้ง 15 ปัจจัย เป็นต้น ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศสมาชิกมีความระมัดระวังมากขึ้นว่าจะต้องวิเคราะห์ความเสียหายให้ครบถ้วนทั้ง 15 ปัจจัย
ผู้เขียนพยายามไม่ลงรายละเอียดมากนัก แต่ตามที่ได้เกริ่นไว้แล้วว่าความตกลงนี้มีรายละเอียดทางเทคนิคในการปฏิบัติทางการค้าค่อนข้างมาก จึงจำเป็นต้องกล่าวถึงบ้างเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ใน
ฉบับหน้าอาจยกตัวอย่างไม่มากแล้วน่าจะสรุปได้







