
การไต่สวน AD
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ได้เห็นข่าวใน Post Today ว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติการแก้ไขพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดฯ เพื่ออุดช่องโหว่ไม่ให้ผู้ส่งออกสินค้าจากประเทศที่ถูกประกาศใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumpimg Measure ) สามารถหลบเลี่ยงได้ เช่น ส่งออกผ่านประเทศที่ 3 เข้ามาในไทย หรือผ่านบริษัทที่ไม่ถูกขึ้นบัญชีเก็บภาษี AD เป็นต้น
ทำให้คิดว่าน่าจะเขียนที่มาที่ไปของพระราชบัญญัติ AD นี้ว่ามาจากความตกลงว่าด้วยการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD : Agreement on Anti-Dumping) ซึ่งเป็นความตกลงหนึ่งภายใต้ WTO (World Trade Organization) ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิก ถึงแม้ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการส่งออก-นำเข้า และการค้าระหว่างประเทศ จะทราบเรื่องนี้ค่อนข้างดี เนื่องจากพระราชบัญญัติฉบับนี้ของไทยเริ่มมาตั้งแต่ปี 2542 หรือเกือบ 20 ปี มาแล้ว แต่สำหรับบุคคลทั่วๆ ไปที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงก็อาจจะไม่ทราบว่ามันคืออะไรกันแน่
ซึ่งคงต้องเกริ่นกันเหมือนนิทานที่เล่าให้เด็กฟังว่าสมัยหนึ่งนานมาแล้ว ตั้งแต่ประเทศไทยยังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิก WTO หรือที่จริง คือ แกตต์ (GATT : General Agreement on Tariffs and Trade) ปัญหาที่ผู้ส่งออกสิ่งทอประสบในการส่งออกไปสหรัฐ คือ วันดีคืนร้ายเขาก็จะเก็บภาษีต่อต้านการอุดหนุนการส่งออกของไทย (Countervailing Duties) โดยกล่าวหาว่าไทยให้การสนับสนุนการส่งออกสิ่งทอไปสหรัฐ มีการส่งคณะเข้ามาไต่สวน หากไทยไม่ร่วมมือให้ข้อมูลเขาก็จะใช้ข้อมูลที่เขามีอยู่ โดยยืนยันว่าเขาดำเนินการตามบทบัญญัติของแกตต์ทุกประการ ซึ่งในสมัยนั้นก็ตกอกตกใจกันพอสมควร มีการวิ่งเต้น เจรจา และในที่สุดจบลงด้วยการทำความตกลงสองฝ่ายระหว่างไทยกับสหรัฐ ที่ผู้ส่งออกสิ่งทอไปสหรัฐจะไม่รับการอุดหนุนจากรัฐบาลไทย (เช่น เรื่องค่าไฟและมาตรการลดหย่อนภาษีของ BOI เป็นต้น) และนั่นนับเป็นครั้งแรกที่ไทยรู้จัก Countervailing Duty และต่อมาก็ประสบปัญหา AD อีก จนในที่สุดประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกแกตต์ ซึ่งต่อมากลายเป็น WTO
ประเทศไทยจึงมีการออกพระราชบัญญัติการทุ่มตลาดและการอุดหนุน ซึ่งสินค้าจากต่างประเทศปี 2542 เพื่อให้ทัดเทียมกับประเทศสมาชิกอื่นๆ และรองรับการดำเนินงานด้านนี้ของประเทศไทยด้วย
เล่าเรื่องประวัติศาสตร์มาพอสมควรแล้ว ขอเข้าเรื่องของเนื้อหาความตกลงว่าด้วยการตอบโต้การทุ่มตลาดของ WTO หรือที่มีชื่อเต็มว่า Agreement on Implementation of Article VI of the General Agreement on Tariffs and Trade 1994
ชื่อถึงแม้จะมีชื่อยาวเหยียด แต่ที่จริงแล้วมาจากหลักการที่ต้องการให้สมาชิกดำเนินการค้าระหว่างประเทศอย่างเป็นธรรม ไม่นอกลู่นอกทางไปอุดหนุนการส่งออก ไปทุ่มตลาด ฯลฯ และมีการให้เครื่องมือประเทศที่เปิดตลาดในการแก้ปัญหาปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศ ในกรณีที่ประเทศอื่นใช้มาตรการที่ไม่เป็นธรรมทางการค้า เช่น ทุ่มตลาด หรืออุดหนุนการส่งออก เป็นต้น
ความตกลงนี้จึงเป็นเรื่องของกระบวนการพิจารณาว่าอะไรถือเป็นการทุ่มตลาด อะไรจะถือเป็นความเสียหาย กระบวนการไต่สวน รวมไปถึงว่าอัตราภาษีที่จะเก็บสำหรับตอบโต้การทุ่มตลาด ควรจะเป็นเท่าใด เป็นต้น
เพื่อไม่เป็นการลงรายละเอียดมากเกินไปจะยกตัวอย่างมาให้ได้อ่านกันพอเข้าใจ เช่น ความตกลง AD กำหนดว่าการทุ่มตลาดจะเกิดขึ้นเมื่อราคาสินค้าที่ผู้ส่งออกส่งเข้ามาในประเทศผู้นำเข้า (Export Price) ต่ำกว่าราคาปกติที่ประเทศส่งออกขายในประเทศของตน (Normal Value) ทั้งนี้จะต้องทำเปรียบเทียบกันอย่างยุติธรรม (Fair Comparison) เช่น สินค้าที่นำมาเปรียบเทียบจะต้องเหมือน หรือเป็นชนิดเดียวกัน (Like Product) ช่วงระยะเวลาที่เปรียบเทียบใกล้เคียงกันได้ เป็นต้น
ข้อมูลที่เกี่ยวข้องในการพิสูจน์การทุ่มตลาดที่สำคัญจึงได้แก่ (1) ราคาปกติที่ผู้ส่งออกขายในประเทศของตน (มูลค่าปกติ : Normal Value) (2) ราคาส่งออก (Export Value) และ (3) ส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาด (Dumping Margin)
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการค้าปกติและไม่ปกติด้วยว่า ในกรณีการค้าปกติโดยทั่วไป (Ordinary course of Trade) มูลค่าปกติ (Normal Value) จะหมายถึงราคาสินค้าที่ขายเพื่อการบริโภคในประเทศผู้ส่งออกในทางการค้าปกติ หรือการขายให้แก่ผู้ซื้ออิสระ (Independent Buyer) ส่วนในกรณีที่การค้าไม่ปกติ หรือไม่สามารถหามูลค่าปกติได้ อาจจะเนื่องจากไม่มีการจำหน่ายสินค้านั้นในประเทศผู้ส่งออก (No Sale in Home Market) หรือมีจำหน่ายแต่มีปริมาณน้อยมาก (No Sufficient Volume of Sale) หรือราคาที่จำหน่ายในตลาดประเทศผู้ส่งออกเองต่ำกว่าทุน (Sale below Cost) ความตกลงก็เปิดโอกาสให้ใช้ราคาต่อไปนี้เป็นมูลค่าปกติแทนได้ ได้แก่ (1) ราคาส่งออกสินค้าชนิดเดียวกัน (Like Product) ไปประเทศที่สาม (2) สร้างราคา Construction Normal Value ขึ้นมา โดยใช้ราคาต้นทุนการผลิตสินค้าบวกค่าใช้จ่ายในการบริหาร การจัดจำหน่าย และผลกำไร เป็นต้น
พยายามจะไม่ลงรายละเอียดมากนัก แต่ต้องยอมรับว่าความตกลงนี้เป็นความตกลงที่มีเรื่องของเทคนิคในทางปฏิบัติเข้ามาเกี่ยวข้องมาก จึงมีช่องโหว่มากเช่นกัน เพราะผู้ปฏิบัติสามารถพลิกแพลงไปได้ ตัวอย่างอื่นๆ จึงขอไปยกให้อ่านในฉบับหน้า







