
เศรษฐกิจโลกยังเสี่ยงกระทบไทย
ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สศช.คาดว่าเศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังของปีนี้จะขยายตัวใกล้เคียงกับครึ่งปีแรก ที่ 3.3-3.5% เชื่อว่าสถานการณ์ครึ่งหลังของปีจะไม่ผันผวนหรือมีอะไรที่รุนแรงมากกว่าครึ่งปีแรกจะเป็นโอกาสสำหรับการลงทุนต่อนักลงทุนที่จะมองว่า ตอนนี้เป็นโอกาสของการลงทุน
ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สศช.คาดว่าเศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังของปีนี้จะขยายตัวใกล้เคียงกับครึ่งปีแรก ที่ 3.3-3.5% เชื่อว่าสถานการณ์ครึ่งหลังของปีจะไม่ผันผวนหรือมีอะไรที่รุนแรงมากกว่าครึ่งปีแรกจะเป็นโอกาสสำหรับการลงทุนต่อนักลงทุนที่จะมองว่า ตอนนี้เป็นโอกาสของการลงทุน
สำหรับความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังนั้น หลักๆ จะมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจต่างประเทศ แต่คาดว่าไม่ผันผวนรุนแรงเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ เพราะตอนต้นปี สศช.ค่อนข้างห่วงเรื่องความผันผวนของเศรษฐกิจจีน ตอนนี้จีนเริ่มรักษาความผันผวนให้ลดลงจึงประเมินการเติบโตของจีนขึ้นเป็น 6.6% จาก 6.5% กรณีสหราชอาณาจักรทำประชามติที่เข้ามาสร้างความไม่แน่นอนและมีผลกระทบต่อการเติบโตของอังกฤษและอียูและเศรษฐกิจอื่น แต่การประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกคงอยู่ในวงจำกัดหรือว่ามีอิมแพ็กไม่มากนัก ดังนั้นเศรษฐกิจโลกปีนี้ยังไม่มีการปรับลงมาก จึงมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกลงเล็กน้อยจาก 3.2% เหลือ 3.1% ส่งผลให้ต้องลดประมาณการการค้าโลกลงเหลือ 2.8% เทียบกับที่ขยายตัว 3.0% ส่วนการส่งออกคาดว่าจะติดลบ 1.9% จากเดิมที่คาดว่าติดลบ 1.7%
ขณะที่ความผันผวนในตลาดการเงินโลกจะทำให้นักลงทุนให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในเอเชีย รวมถึงประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 35-36 บาท/เหรียญสหรัฐ จากต้นปีที่คาดการณ์ 35.5-36.5 บาท/เหรียญสหรัฐ ขณะที่ราคาน้ำมันคาดว่าจะอยู่ที่ 35-45 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
“เราปรับลดประมาณการเศรษฐกิจและการค้าโลกลง แต่ภาวะตลาดเงินจะเป็นแรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา ธปท.ก็สามารถดูแลให้รักษาความสามารถในการแข่งขันของไทยไว้ได้ แต่ระยะต่อไปที่มีแนวโน้มที่เงินจะเข้ามาในภูมิภาคได้อีก มีความจำเป็นที่ต้องดูแลค่าเงินให้เคลื่อนไหวไปในทิศสอดคล้องกับภูมิภาคเพื่อไม่ให้กระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการส่งออก” ปรเมธี กล่าว
ทางด้านการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้สำคัญของประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น ซึ่ง สศช.คาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นจากเดิม 33 ล้านคน เป็น 33.5 ล้านคน ซึ่งการประมาณการของ สศช.นี้ไม่ได้รวมเหตุการณ์ระเบิดในจังหวัดภาคใต้หลายแห่ง เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวเพิ่งเกิดขึ้นยังไม่มีการประเมินผลกระทบที่ชัดเจน แต่เชื่อว่าฝ่ายความมั่นคงสามารถเข้าดูแลสถานการณ์ได้ และจะไม่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลไฮซีซั่นที่กำลังจะมาถึงในช่วงปลายปีนี้ ยังไม่มองว่าเป็นความเสี่ยงเศรษฐกิจในขณะนี้
เจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การลงทุนของภาคเอกชนช่วงครึ่งปีหลังนั้นมีแนวโน้มดีขึ้น จากตัวเลขจีดีพีที่ขยายตัวทำให้ตัดสินใจลงทุนง่ายขึ้น ล่าสุดจีดีพีไตรมาส 2 ของปีนี้อยู่ที่ 3.5% ทำให้เอกชนเองค่อนข้างมั่นใจว่าจีดีพีทั้งปีน่าจะถึงระดับ 3-3.5% ส่วนจะมีการปรับประมาณการจีดีพีอีกครั้งหรือไม่ ต้องขึ้นกับที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพราะเป็นความเห็นร่วมที่เกิดจากการประเมินทุกฝ่าย คือ ภาคผลิต การค้า และการเงิน
“ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน อันดับแรกคือความคึกคักของตลาด ผลิตสินค้าแล้วขายได้ สร้างกำไร ขณะนี้พบว่ารายได้ภาคเกษตรเริ่มฟื้นตัว ทำให้กลุ่มกำลังซื้อหลักคือเกษตรกร กลับมาสู่ภาวะปกติ เห็นได้จากยอดขายรถกระบะของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ขยายตัว สะท้อนจากเงินภาคเกษตรเริ่มเข้าสู่ระบบแล้วส่วนหนึ่ง” เจน กล่าว
นักค้าเงินธนาคารพาณิชย์ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา ปิดตลาดที่ระดับ 34.61 บาท/เหรียญสหรัฐ ปรับแข็งค่าขึ้นถึง 0.47% เมื่อเทียบกับช่วงเช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 34.77 บาท/เหรียญสหรัฐ โดยระหว่างวันเคลื่อนไหวผันผวนพอสมควร อ่อนค่าสุดที่ระดับ 34.81 บาท และแข็งค่าสุดที่ระดับ 34.57 บาท ซึ่งเป็นอัตราที่แข็งค่ามากที่สุดในรอบปีกว่า และเมื่อเทียบตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันเงินบาทแข็งค่าขึ้น 3.7%
ด้าน กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาค บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทให้ปรับแข็งค่าขึ้นมีผลมาจากหลายปัจจัย ทั้งเงินทุนไหลเข้า ขณะที่เงินเหรียญสหรัฐก็อ่อนค่าลงด้วย จากตัวเลขสหรัฐที่ออกมาไม่ดีนัก ทำให้ตลาดลดความคาดหวังต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยในสหรัฐลง บวกกับในไทยเองก็มีปัจจัยบวกหลักๆ อีกตัว คือ การประกาศอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยของสภาพัฒน์ที่ออกมาดีกว่าคาด โดยในไตรมาส 2 ปีนี้ตลาดคาดว่าจีดีพี
จะโตที่ 3.2% แต่ตัวเลขออกมาที่ 3.5%
สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ 3.3% ซึ่งอาจจะขยายตัวได้ถึง 3.5% เนื่องจากภาคการเงินการคลังของประเทศเข้มแข็ง การลงประชามติผ่านไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การใช้จ่ายและการลงทุนภาคเอกชนจะเพิ่มมากขึ้นในครึ่งปีหลัง และเหตุระเบิดไม่กระทบกับเศรษฐกิจไทย รวมถึงไม่มีความจำเป็นต้องออกมาตรการมาดูแลการท่องเที่ยว เพราะยังไม่พบการยกเลิกการเดินทางของนักท่องเที่ยว







