
สหรัฐกับยุทธการชิงคืนตลาดเอเซีย
สัปดาห์นี้จีนสามารถก้าวขึ้นมาแทนที่ญี่ปุ่นในฐานะมหาอำนาจเศรษฐกิจหมายเลข 2 ของโลกได้อย่างไม่เป็นทางการ หากวัดจากปริมาณผลผลิตทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2 การสับเปลี่ยนฐานะครั้งนี้สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่น ซึ่งไม่เพียงต้องสูญเสียตำแหน่งให้จีนเท่านั้น แต่ยังเผชิญกับสถานการณ์ที่ย่ำแย่ลงไปทุกขณะ
สัปดาห์นี้จีนสามารถก้าวขึ้นมาแทนที่ญี่ปุ่นในฐานะมหาอำนาจเศรษฐกิจหมายเลข 2 ของโลกได้อย่างไม่เป็นทางการ หากวัดจากปริมาณผลผลิตทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2 การสับเปลี่ยนฐานะครั้งนี้สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่น ซึ่งไม่เพียงต้องสูญเสียตำแหน่งให้จีนเท่านั้น แต่ยังเผชิญกับสถานการณ์ที่ย่ำแย่ลงไปทุกขณะ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
แต่ไม่ใช่แค่ญี่ปุ่นเท่านั้นที่ปวดร้าวกับความตกต่ำในครั้งนี้ แต่ยังมีหมายเลขหนึ่งอย่างสหรัฐที่กำลังจับจ้องอย่างหวาดระแวงกับการผงาดขึ้นมาอย่างรวดเร็วของจีนเช่นกัน
แม้จะใช้เวลาอีกอย่างน้อย 10 ปีกว่าจีนจะสามารถขึ้นมาเปรียบมวยกับสหรัฐได้อย่างสูสี แต่วันนี้สหรัฐไม่รอให้จีนเป็นหนามยอกอกทางเศรษฐกิจอีกต่อไป หาไม่แล้วอาจต้องสูญเสียฐานะมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลกเศรษฐกิจให้กับจีนในที่สุด อย่างที่ไม่มีโอกาสป้องกันตำแหน่งของตัวเองเอาไว้ได้เหมือนดังที่เกิดขึ้นกับญี่ปุ่น
สหรัฐเริ่มเดินเกมรุกอย่างเห็นได้ชัดเมื่อปีที่แล้ว และเป็นเกมรุกที่สร้างความไม่พอใจให้กับจีนอย่างยิ่ง เพราะสหรัฐกระโจนเข้ามาแย่งชิงความนิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันเป็นพื้นที่อิทธิพลใหม่ของจีน
เกมรุกที่ว่านี้สหรัฐใช้การเมืองเป็นธงนำ เพราะที่ผ่านมาล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการเปิดศึกเศรษฐกิจอย่างซึ่งๆ หน้า อีกทั้งสหรัฐยังมีลวดลายทางการเมืองที่สั่งสมมานาน ผิดกับความพยายามต่อต้านความร้อนแรงของเศรษฐกิจจีนอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งไม่เพียงเป็นไปได้ยากแล้ว ยังรังแต่จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐบอบช้ำไปด้วย หากจีนคิดจะตอบโต้ขึ้นมาบ้าง
เกมรุกทางการเมืองเพื่อช่วงชิงตลาดจากจีน ระเบิดขึ้นอีกครั้งเมื่อเดือนที่แล้ว รัฐมนตรีต่างประเทศฮิลลารี คลินตัน ย้ำกับเวียดนามในฐานะประธานอาเซียนว่า กรณีพิพาทแย่งชิงหมู่เกาะต่างๆ ในทะเลจีนใต้ควรสะสางผ่านอาเซียน โดยมีสหรัฐเป็นผู้ให้การประสานงาน
คำกล่าวนี้สร้างความขุ่นเคืองให้กับจีนเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากกรณีพิพาทในแถบทะเลจีนใต้มีจีนเข้าไปเกี่ยวข้องทุกกระบวนความ การที่สหรัฐเสนอตัวเข้ามาแทรกแซงเรื่องนี้ เท่ากับเป็นการก้าวล่วงมาถึงจีนด้วย
ด้วยเหตุนี้ฝ่ายจีนจึงศอกกลับอย่างไม่ปรานี ทั้งโดยสื่อ นักวิเคราะห์ หรือแม้กระทั่งคนใหญ่คนโตในกองทัพ ดังที่สำนักข่าวซินหัวโจมตีว่า สหรัฐมักใช้ยุทธวิธีแบ่งแยกและครอบงำ (devide and rule) โดยเริ่มจากการยุแยงให้ประเทศต่างๆ เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน แล้วสวมบทคนกลางเข้ามาไกล่เกลี่ย แต่แท้จริงแล้วดอดเข้ามาในฐานะ “ตาอยู่” มาฉกฉวยผลประโยชน์บนความขัดแย้ง
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือกลุ่มประเทศอาเซียนคือภาพของสมรภูมิที่ชัดเจนที่สุดภูมิภาคหนึ่ง เพราะในระยะหลังบางประเทศในภูมิภาคนี้เริ่มมองจีนเป็นภัยคุกคามทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะการมองเห็นถึงแนวโน้มที่ไม่น่าพิสมัยนัก จากการที่สินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรจากจีนถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน จนบั่นทอนตลาดภายในภูมิภาค
ทางเลือกของอาเซียนในขณะนี้คือการมองหามหาอำนาจถ่วงดุลกับจีน (ซึ่งพยายามชี้ชวนให้อาเซียนเชื่อว่า อิทธิพลที่กำลังครอบงำอยู่นั้นเป็นอานิสงส์มากกว่า) มหาอำนาจที่อาเซียนอ้าแขนรับกลับเข้ามาถ่วงดุลจีน คือสหรัฐ
ไม่น่าแปลกใจที่ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐจะเดินทางมาเยือนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึง 5 ครั้งและมีโอกาสที่จะกลับมาอีกหลายครั้ง ยังไม่นับว่าการเดินทางมาแต่ละครั้งล้วนแต่ใช้อาเซียนเป็นฐานทิ่มแทงจีน
ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับอาเซียนเริ่มชื่นมื่นขึ้นมาอีกครา ดังจะเห็นได้ว่า ขณะที่มูลค่าการค้าระหว่างจีนกับอาเซียนปรับขึ้นมาถึง 50% ช่วงต้นปีนี้ แต่สหรัฐปรับขึ้นมาในอัตรา 28% ซึ่งแม้จะน้อยกว่า แต่เป็นความเคลื่อนไหวด้านบวกในความสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างสหรัฐกับอาเซียน หลังจากที่สหรัฐทอดทิ้งภูมิภาคนี้ให้กับจีนมาระยะหนึ่ง
อนึ่ง ในขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐเดินทางมาแวะเวียนภูมิภาคชายขอบและใช้พื้นที่ดังกล่าวโจมตีจีนมากขึ้น แต่รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจของสหรัฐกลับเดินทางมายังจีนน้อยลง ทั้งยังใช้แนวทางการเจรจาน้อยลง แต่เพิ่มมาตรการตอบโต้ที่ดุดันยิ่งขึ้น
จุดนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสหรัฐกำลังเปลี่ยนมาใช้ยุทธศาสตร์ทางการเมืองเพื่อหวังผลทางเศรษฐกิจอย่างแนบเนียน
ไม่เฉพาะแต่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น แต่เอเชียตะวันออกยังเป็นพื้นที่ปะทะระหว่างสหรัฐกับจีน
ล่าสุดคือ กรณีการซื้อขายอาวุธระหว่างสหรัฐไต้หวัน ซึ่งจีนแสดงความไม่พอใจอย่างยิ่ง ยังผลให้ไต้หวันลังเลอยู่พักหนึ่ง เนื่องจากรัฐบาลปัจจุบันพยายามเป็นมิตรกับจีนโดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจ ถึงขนาดที่มีการผลักดันกรอบข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (ECFA) ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากกลุ่มสนับสนุนเอกราชของไต้หวัน
แต่สหรัฐสามารถโน้มน้าวให้ไต้หวันซื้ออาวุธได้ในที่สุด โดยวานนี้ กระทรวงกลาโหมของสหรัฐเสนอรายงานระบุว่า แสนยานุภาพทางการทหารของจีนขณะนี้ก้าวล้ำไต้หวันไปมากแล้ว อีกทั้งยังสามารถโจมตีได้ไกลถึงแผ่นดินสหรัฐ
ปรากฏว่าในวันเดียวกันนั้นเอง รัฐบาลไต้หวันกลับเป็นฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐเร่งขายอาวุธที่มีความก้าวหน้าสูงให้ตนแทบจะในทันที พร้อมระบุว่าจะจับตาการสะสมแสนยานุภาพของจีนอย่างใกล้ชิด
จะเห็นได้ว่ากรณีของไต้หวันนับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของยุทธวิธี “ปลุกปั่น” หรือ “แบ่งแยกและครอบงำ” ของสหรัฐที่ได้ผลอย่างยิ่ง
แท้จริงแล้วสหรัฐอาจไม่ได้เป็นห่วงเป็นใยไต้หวันมากไปกว่าต้องการขยายตลาดค้าอาวุธให้มั่นคงยิ่งขึ้นในช่วงเวลาที่เอเชียตะวันออกกำลังสั่นคลอนจากเรื่องกระทบกระทั่งระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ และภาวะความมั่นคงสั่นคลอนถือเป็นช่วงเวลาทองของธุรกิจค้าอาวุธ
ทั้งนี้ มูลค่าการค้าอาวุธของสหรัฐเมื่อปีที่แล้วสูงถึง 6,795 ล้านเหรียญสหรัฐ
นอกจากนี้ ยังเป็นที่น่าสังเกตว่า ในช่วงเวลาที่เกาหลีใต้บึ้งตึงกับจีนที่ทำเป็นทองไม่รู้ร้อนกับการที่เกาหลีเหนือโจมตีเรือรบของฝ่ายใต้ ยังผลให้เกาหลีใต้ตอบโต้ทางอ้อมด้วยการเร่งกระบวนการผ่านข้อตกลงการค้าเสรีกับสหรัฐที่หยุดชะงักมานาน โดยเริ่มกระบวนการอย่างจริงจังอีกครั้งเมื่อเดือน มิ.ย.
อย่างไรก็ตาม จีนกำลังเดินหน้าเต็มสูบและเต็มไปด้วยความมั่นใจสุดขีด การตั้งการ์ดรักษาผลประโยชน์และการปล่อยหมัดเชิงยุทธวิธีของสหรัฐจึงไม่พ้นที่จะต้องเผชิญกับการตอบโต้ในลักษณะเดียวกันจากจีน
จีนมองข้ามช็อตถึงขั้นตั้งเป้าที่จะผลิตนวัตกรรมเป็นของตนเองและยกระดับตนเองให้เป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีก่อนสิ้นทศวรรษนี้ ซึ่งหมายความว่า ภายในเวลา 10 ปีจีนจะไม่ต้องง้อมหาอำนาจรายใด และไม่ต้องกังวลกับการคว่ำบาตรทางการค้าทั้งทางตรงและทางอ้อมอีก
หอการค้าสหรัฐมีปฏิกิริยาในด้านลบอย่างรุนแรงต่อนโยบายนี้ถึงกับโจมตีว่าเป็นนโยบายที่ “ต่อต้านต่างชาติและถอยหลังเข้าคลอง”
ไม่น่าแปลกใจที่สหรัฐจะแสดงอาการร้อนรนกับนโยบายอันทะเยอทะยานของจีน เพราะการที่จีนกลายเป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยี ย่อมหมายถึงการแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดไปจากสหรัฐและญี่ปุ่น
ที่น่าสนใจก็คือ แม้สหรัฐจะพยายามซื้อใจและซื้อตัวประชาชาติในเอเชียด้วยวิธีการต่างๆ แต่ท้ายที่สุดแล้วประเทศเหล่านี้ไม่อาจตัดขาดจากจีนได้ ดังกรณีของไต้หวัน ที่ในวันเดียวกับที่เรียกร้องสหรัฐขายอาวุธให้กับตนนั้น กลับนำร่างข้อตกลงเศรษฐกิจกับจีน หรือ ECFA เข้าพิจารณาในสภา
การแย่งชิงตลาดเอเชียจึงไม่ง่ายเหมือนกับการเดินทางมายั่วยุจีนถึงประตูบ้านของเจ้าหน้าที่สหรัฐ เพราะพญามังกรที่กำลังคึกคักสุดขีด ไม่มีวันที่จะปล่อยเอเชียให้หลุดรอดไปจากกรงเล็บอย่างเด็ดขาด







