หวั่นรัฐอ้างความชอบธรรม ประชามติผ่าน...โครงการพัฒนาระอุ
เมื่อสิทธิชุมชนมีปัญหา โครงการพัฒนาต่างๆ หรืออุตสาหกรรมต่างๆ ก็จะยิ่งสร้างปัญหากับท้องถิ่นมากขึ้น
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
ประเด็นร่วมที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่เหล่านักอนุรักษ์ นักพัฒนาชุมชน รวมถึงบรรดานักเคลื่อนไหว ต่างแสดงความกังวลไปในทิศทางเดียวกันคือ “สิทธิชุมชน” ซึ่งถูกลดทอนความสำคัญให้กลายเป็นเพียงหน้าที่ของรัฐ
ดิเรก เหมนคร เครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ (PERMATAMAS) ยอมรับว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติถือเป็นข่าวร้ายและสร้างความกังวลให้กับคนในพื้นที่เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องสิทธิชุมชนซึ่งไม่ได้รับการคุ้มครองที่ดีพอจะมีผลต่อการปกป้องทรัพยากรของชุมชนจากโครงการพัฒนาต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในพื้นที่
“เราคือคนที่จะได้รับผลกระทบจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยตรง และเชื่อว่าหลังจากนี้โครงการต่างๆ จะถูกผลักดันอย่างรวดเร็ว” ดิเรก กล่าว
ดิเรก แสดงความกังวลว่า หากรัฐบาลอ้างว่าผลการออกเสียงประชามติคือความชอบธรรมที่ประชาชนมีให้รัฐบาลจะยิ่งเกิดปัญหา ซึ่งต้องดูสัญญาณว่ารัฐบาลจะพูดแบบนี้จริงหรือไม่ เพราะเมื่อรัฐบาลมีความมั่นใจมากก็จะยิ่งไม่ฟังเสียงประชาชน
“ผมกลัวว่ารัฐบาลจะใช้กระแสนี้โฆษณาชวนเชื่อให้คนทั่วประเทศมองว่าเราคือคนส่วนน้อยที่เป็นตัวถ่วงการพัฒนา” แกนนำคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา กล่าว และอธิบายว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะมีการประเมินสถานการณ์เพื่อกำหนดท่าทีความเคลื่อนไหวอีกครั้ง
สอดคล้องกับ นิวัฒน์ ร้อยแก้ว เครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา ที่ตั้งคำถามว่า เมื่อรัฐธรรมนูญผ่านประชามติไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิชุมชน ซึ่งนับเป็นพื้นฐานของประเทศชาติและการอยู่ร่วมกันของประชาชน
“เมื่อสิทธิชุมชนมีปัญหา โครงการพัฒนาต่างๆ หรืออุตสาหกรรมต่างๆ ก็จะยิ่งสร้างปัญหากับท้องถิ่นมากขึ้น” นิวัฒน์ กล่าว
นิวัฒน์ บอกอีกว่า เมื่อร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติแล้ว รัฐบาลควรสร้างบรรยากาศและเปิดโอกาสให้สังคมได้พูดคุยและแสดงออกมากขึ้น ที่สำคัญคือต้องช่วยกันจับตาให้มีการออกกฎหมายลูกที่ถูกต้อง และต้องเข้าใจด้วยว่าผลประชามติที่รับร่างนั้นไม่ได้หมายความว่าประชาชนเห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลเสมอไป
“ดูอย่างคนใต้ที่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ก็ยืนหยัดต่อสู้เรื่องโครงการพัฒนาต่างๆ เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน” นิวัฒน์ ระบุ
ด้าน กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ วอตช์) ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง “เมื่อทุนรัฐทหารสมคบ รัฐธรรมนูญไม่เอื้อให้เกิดธรรมาภิบาล ภาคประชาชนมุ่งมั่นเดินหน้าตรวจสอบเพิ่มความเข้มข้น” โดยประกาศยอมรับผล แม้จะมีผู้ไปใช้สิทธิต่ำมากเพียงแค่ 54% ท่ามกลางบรรยากาศที่ไม่เปิดกว้างและปราศจากการถกแถลงในวิถีประชาธิปไตย
“เราจะเผชิญความยากลำบาก แต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคยง่าย ครั้งหนึ่งทุนเคยจับมือนักการเมือง-ข้าราชการในการแสวงประโยชน์ในนามผลประโยชน์ของประเทศ แต่ปัจจุบันพวกเขาได้รับการเสริมกำลังจากชนชั้นนำและขุนทหาร” ตอนหนึ่งในแถลงการณ์ ระบุ
ทั้งนี้ เอฟทีเอ วอตช์ ยอมรับว่า ต้องเผชิญความยากลำบากในการอธิบายเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญให้สาธารณชนได้รับทราบก่อนการลงประชามติ อย่างไรก็ตามนี่คงไม่ใช่เวลาที่เราจะมาทดท้อหรือถอดใจในการตรวจสอบนโยบายสาธารณะ และสร้างธรรมาภิบาลในการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่มีผลกระทบกับประชาชน
สอดคล้องกับท่าทีของ กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ที่ระบุในแถลงการณ์ตอนหนึ่งว่า เรายอมรับผลการลงประชามติแม้ว่าจะมีความกังขาต่อถ้อยความในร่างฉบับนี้ก็ตาม จากนี้ไปกลุ่มคนรักหลักประกันฯ จะติดตาม จับตาการจัดทำกฎหมายลูกเพื่อประกอบรัฐธรรมนูญ
“ระบบหลักประกันสุขภาพจะต้องไม่ถอยหลังกลับไปสู่การสงเคราะห์ และต้องไม่บังคับประชาชนให้ร่วมจ่ายเมื่อป่วย” แถลงการณ์ ระบุ
เช่นเดียวกับ เครือข่ายองค์กรประชาชนและองค์กรชุมชนภาคใต้ 30 องค์กร ซึ่งออกแถลงการณ์ร่วมหัวข้อ “ประชาธิปไตยใต้บงการ” โดยสาระสำคัญตอนหนึ่งคือ ต้องไม่นำเหตุผลร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการรับรองมาสร้างความชอบธรรมฝ่ายเดียวในการดำเนินนโยบายทางการเมือง และโครงการพัฒนาที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชน


