
ประชามติ
มาถึงวันนี้ต้องเรียกว่ากำลังจะเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเดินเข้าคูหาการออกเสียงประชามติ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 ส.ค.นี้
โดย...เจษฏ์ โทณะวณิก
มาถึงวันนี้ต้องเรียกว่ากำลังจะเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเดินเข้าคูหาการออกเสียงประชามติ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 ส.ค.นี้ หากจะเทียบกับการวิ่งผลัดก็ต้องบอกว่า เป็นการเริ่มของไม้สุดท้าย หรือไม้รองสุดท้าย กำลังจะยื่นไม้ต่อแล้ว ถ้าเป็นการวิ่ง 4x100 ม.กำลังจะเข้าโค้ง เตรียมที่จะออกจากโค้งเพื่อเข้าสู่ทางตรงสุดท้าย ราวๆ 100 ม. ตรงนี้แหละที่สำคัญมาก เพราะการวิ่ง 4x100 ม. ต้องวิ่งกันเต็มเหนี่ยวมาตั้งแต่จุดเริ่มต้น แต่ปัญหามักจะเกิดตอนอีกไม่ถึงร้อยเมตรจะเข้าสู่เส้นชัย ใครซ้อมมาดีมีโอกาสเข้าเส้นชัย แต่จะได้เหรียญทอง เงิน หรือทองแดง ก็ต้องดูว่า
องค์ประกอบโดยรวมของการจะวิ่งเข้าเส้นชัยอันดับที่เท่าไหร่
เมื่อย้อนมาดูการออกเสียงประชามติ เงื่อนไขที่จะให้เกิดความชอบธรรมนั้นเกี่ยวข้องอย่างไรกับโค้งสุดท้าย ไม่โค้งสุดท้าย เกี่ยวข้องอย่างไรกับการวิ่ง หมดแรง ไม่หมดแรง สิ่งทั้งหลายที่สุมรุมเร้าเข้าสู่การออกเสียงประชามติ ไม่ว่าจะเป็นทางบวก คือ หนุนให้เกิดความชอบธรรม หรือเป็นทางลบ คือ กดดันให้ขาดความชอบธรรม ไม่ว่าในท้ายที่สุด ร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงคำถามพ่วงจะผ่าน หรือไม่ผ่านความเห็นชอบของผู้มาออกเสียงประชามติ ซึ่งเทียบเคียงได้กับการวิ่งที่ว่ามานั้น
หากตอนนี้หมดแรงอธิบายทำความเข้าใจกับบรรดาผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ หรือประชาชนโดยรวม หรือฟิวส์ขาด จับคนที่ออกมาคัดค้านปรับทัศนคติ หรือห้ามการแถลงนั่น แถลงนี่ หรือกระทำการอื่นใดที่ทำให้เห็นว่าผู้คนไม่มีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดความเห็นเรื่องเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ เท่ากับว่าอาจจะไม่ถึงเส้นชัย หรือเข้าเส้นชัยแบบร่อแร่ อย่าว่าแต่ไม่ได้เหรียญทอง แต่ไม่ได้เหรียญเลย ซึ่งหากไม่ได้เหรียญเลยก็อาจจะถือว่าขาดความชอบธรรม แต่หากวิ่งไม่เข้าเส้นชัยเลย ยิ่งถือว่าขาดความชอบธรรมใหญ่
ในสนามวิ่งไปสู่การออกเสียงประชามติถือว่าวันนี้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) รวมถึงกลไกต่างๆ ของ กรธ.ยังไม่แผ่วลง ด้านฝ่ายความมั่นคงยังทำได้ดี โดยเฉพาะการปล่อยให้คนนั้น คนนี้แถลงเรื่องราวต่างๆ ที่เขาเห็น ซึ่งอันที่จริงหากจะมองอย่างกว้าง ก็ต้องถือว่าการออกมาแถลงของหลายๆ คนก็เข้าข่ายการปลุกปั่น ยุยง ให้เห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบต่อร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเมื่อผู้แถลงประสงค์ต่อผล หรือเล็งเห็นผลได้อยู่แล้วว่า การแถลงของตนจะสามารถส่งผลต่อผู้คนให้กระทำการไปในทิศทางใดได้ แต่ฝ่ายความมั่นคง ก็ยังนิ่งๆ อยู่ เพียงแต่มีการให้ความเห็น หรือพูดปรามบ้าง แต่ไม่ได้มีอะไรที่หนักหนาไปกว่านั้น
หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้อยู่ ความชอบธรรมก็ยังมีความหวังที่จะเกิดมีได้ แน่นอน ฝ่ายที่ต่อต้านการมีรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้เลือกตั้งกันมาร่าง หรือต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร หรือมีแนวคิดเฉพาะแบบ ซึ่งก็ไม่ทราบว่าจะสอดคล้องกับความเป็นประชาธิปไตยจริงหรือไม่ ก็คงจะไม่ยอมรับอยู่ดี ซึ่งแนวที่คล้อยไปทางสุดโต่ง ก็คงจะต้องปล่อยไป ไม่ใช่ว่าไม่ยอมรับการมีอยู่ของความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่ความชอบธรรมอยู่ที่ได้มีกระบวนการการมีส่วนร่วมอย่างเพียงพอให้สิทธิและเสรีภาพในการคิดเห็นต่าง ไม่ตีปี๊บ ร้องป่าวให้ทำตามอันใดอันหนึ่ง เช่น ผ่าน หรือไม่ผ่านความเห็นชอบ สุดท้าย ร่างรัฐธรรมนูญ และ/หรือ คำถามพ่วง ผ่านความเห็นชอบ ก็พอจะถือได้ว่ามีความชอบธรรม แต่ก็คงจะเป็นความชอบธรรมที่เอาเหตุผลเป็นตัววัด ไม่ใช่เอา ทิฐิ-มานะ เป็นตัวกำหนด มิเช่นนั้นอะไรๆ ก็คงจะไม่ชอบธรรมอยู่ดี







