
ฟิทช์ลดเรตติ้ง‘บวกมากกว่าลบ’
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
การประกาศลดอันดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาทของประเทศไทย (LTLC) ลงจากระดับ A- สู่ BBB+ ของบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ไม่ดีนัก เพราะในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้าก็จะถึงวันลงประชามติให้คนไทย ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จัดให้มีการลงมติจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะอาจส่งผลด้านจิตวิทยาของประชาชนที่กำลังอ่อนไหวในประเด็นนี้
แต่การประกาศลดอันดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวหรือในความหมาย คือ การกู้เงินระยะยาวของรัฐบาลไทยที่เป็นเงินบาทจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขนาดไหนนั้นอยู่ที่มุมมองว่าจะมองในแง่มุมใด แต่ก่อนจะวิเคราะห์ว่าจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดีหรือไม่ ก็ควรจะต้องอ่านเหตุผลโดยละเอียดของฟิทช์ฯ ก่อนว่ามองอย่างไร
เหตุผล 2 ประการที่ฟิทช์ฯ ลดเรตติ้งคือ พื้นฐานะการคลังสาธารณะที่แข็งแกร่ง และการปฏิบัติเป็นพิเศษกับเจ้าหนี้สกุลเงินท้องถิ่นเมื่อเทียบกับเจ้าหนี้สกุลเงินต่างประเทศ
เหตุผลประการต่อมา คือ ประเทศไทยจะยังเผชิญแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแรงลง และบรรยากาศทางการเมืองที่มีความไม่แน่นอน โดยเป็นห่วงว่าความเสี่ยงปัญหาทางการเมืองจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้ แม้ว่าจะมีกำหนดการลงประชามติ ในวันที่ 7 ส.ค. และการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2560 แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาทางการเมืองและการแตกแยกทางสังคมได้หรือไม่เพียงใด
ฟิทช์ฯ ระบุว่า ประเทศไทยเกินดุลงบประมาณในปี 2558 ในอัตรา 0.2% แต่การดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ เพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐ จะทำให้ไทยต้องขาดดุลราว 0.8% ของปีงบประมาณ 2559 และคาดว่าหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็น 33.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ภายในปีงบประมาณ 2561 แม้ว่าจะยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม BBB ซึ่งอยู่ที่ 42.2% ก็ตาม
แผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว ซึ่งให้รัฐวิสาหกิจกู้ยืมภายใต้ การค้ำประกันของรัฐจะส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คาดจะมีการก่อหนี้ในวงเงิน 1.8 ล้านล้านบาท ราว 13% ระหว่างปี 2558-2565
สิ่งที่ฟิทช์ฯ เป็นห่วงนั้น สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ยอมรับว่า กระทรวงการคลังได้จัดทำรายงานความเสี่ยงทางการคลัง โดยประเมินรายได้และรายจ่ายปี 2559-2564 พบว่า การหารายได้จะน้อยกว่ารายจ่ายอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2559 ประมาณการรายได้อยู่ที่ 2.33 ล้านล้านบาท แต่รายจ่ายอยู่ที่ 2.77 ล้านล้านบาท และปีงบประมาณ 2564 รายได้ 2.94 ล้านล้านบาท แต่รายจ่าย 3.67 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของประเทศที่อยู่ระหว่างการพัฒนา โดยกระทรวงการคลังได้เร่งปฏิรูปภาษีเพื่อให้การเก็บรายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการเดินหน้าโครงการอี-เพย์เมนต์จะทำให้การรั่วไหลของการเก็บภาษีลดลง และทำให้รายได้เพิ่มขึ้นเพียงพอกับรายจ่าย
หากเข้าไปดูไส้ในของรายรับ รายจ่ายรัฐบาล จะเห็นว่าเกิดจากการที่รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย ลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล ลดภาษีศุลกากรลงตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (เออีซี) การต่ออายุการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) เป็น 7% ออกไปอีก ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจูงใจให้เอกชนปรับปรุงขีดความสามารถในการแข่งขัน เป็นต้น เหล่านี้ทำให้รายได้ลดลง
แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลไปเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีใหม่ สนับสนุนให้เอสเอ็มอีทำบัญชีเดียว การนำเอาระบบอี-เพย์เมนต์มาใช้ ทำให้การตรวจสอบการเลี่ยงภาษีทำได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นยังได้ขึ้นภาษีสรรพสามิตสินค้าบาปและสินค้าทำลายสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการขยายฐานภาษีให้กว้างขวางขึ้น มีการออกกฎหมายเก็บภาษีมรดก เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น
อย่างไรก็ดี การจัดเก็บภาษีจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจด้วย หากเศรษฐกิจชะลอตัวการเก็บภาษีก็ยากที่จะเพิ่มขึ้น แต่การปรับนิยามของหนี้สาธารณะโดยกระทรวงการคลัง ให้นำตัวเลขหนี้ของรัฐวิสาหกิจและธนาคารเฉพาะกิจของรัฐมารวมเป็นหนี้สาธารณะด้วยก็ทำให้ยอดหนี้สูงกว่าเดิมมากโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว ซึ่งเป็นการรวมให้เห็นหนี้ภาพรวมของประเทศ แม้จะทำให้หนี้สูงแต่เป็นการไม่แอบซ่อนข้อมูล ซึ่งเป็นการจัดการหนี้แบบใหม่ของประเทศ
เมื่อรายได้โตไม่ทันรายจ่าย ที่รัฐบาลมีแผนจะลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ และหวังให้การลงทุนของรัฐเป็นแรงผลักดันทางเศรษฐกิจ รัฐบาลก็มีการวางแผนก่อหนี้และการลงทุนในรูปแบบต่างๆ มีทั้งการหา
รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน การเปิดให้เอกชนเข้ามารับสัมปทานการลงทุนและจัดการ การตั้งกองทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรักเจอร์ฟันด์) การออกพันธบัตรระยะยาวมาก เพื่อให้การก่อหนี้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมและไม่สูงจนเกินไป
อรุณ จิรชวาลา กรรมการ ธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า เรื่องการถูกฟิทช์ฯ ลดเรตติ้งตราสารสกุลเงินบาทมีผลกระทบเล็กน้อยเท่านั้น ยืนยันว่าการกู้เงินในประเทศมากกว่ากู้เงินต่างประเทศเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะไม่มีความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน และในขณะนี้ดอกเบี้ยในประเทศก็อยู่ในระดับต่ำ สภาพคล่องในตลาดเงินก็สูงมากจากการที่เงินต่างประเทศไหลเข้ามาซื้อพันธบัตรไทย ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากและรวดเร็วจนหลุด 35 บาท/เหรียญสหรัฐในบางช่วง
“หากการถูกลดเรตติ้งทำให้เงินไหลเข้าชะลอลงบ้างก็จะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง ซึ่งเป็นผลดีต่อการส่งออกของไทย และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ไม่ต้องออกพันธบัตรดูดเงินออกจากระบบ เสียดอกเบี้ยให้คนซื้อพันธบัตรอีกนับต้นทุนเป็นค่าใช้จ่ายของ ธปท. แต่เหตุการณ์นี้จะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงตามธรรมชาติ” อรุณ กล่าว
นอกจากนี้ ปริมาณหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นทางด้านกระทรวงการคลังประเมินว่าในปีงบประมาณ 2559 มีหนี้ 6.26 ล้านล้านบาท หรือ 44.9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และปีงบประมาณ 2564 จะมีหนี้ 9.77 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 53.3% ของจีดีพี ก็ยังนับว่าต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ 60% ของจีดีพี
ในสัดส่วนของการก่อหนี้เพิ่มนั้น หากเป็นการกู้เงินในประเทศมากกว่าต่างประเทศยิ่งเป็นเรื่องที่ดีใหญ่เลย หนี้ในประเทศมีเสถียรภาพกว่าหนี้ต่างประเทศไม่มีความเสี่ยงมากเท่า หากมีผลต่อสภาพคล่องในประเทศ ก็จะดึงให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นส่งผลดีต่อผู้ออมเงินให้มีทางเลือกในการออมมากขึ้น
นอกจากนี้ หากการดำเนินการมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาการติดกับดักรายได้ปานกลางของไทย ทำให้เศรษฐกิจโตเต็มศักยภาพได้ถึง 4.5-5% ก็จะทำให้สัดส่วนหนี้
ลดลงในระยะยาว
อรุณมองข้อถกเถียงในเรื่องของดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่นักเศรษฐศาสตร์มีมุมมองเป็นสองกลุ่มว่า กลุ่มแรกมองว่าแม้ไทยจะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากก็ไม่ใช่เรื่องดี เพราะสะท้อนว่าเศรษฐกิจหดตัวการนำเข้าลดลงตามการส่งออก อีกทั้งการนำเข้าต่ำเป็นผลมาจากราคาน้ำมันปรับลดลง กับอีกกลุ่มที่เห็นว่าการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในขณะนี้เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ ก็มีเหตุผลที่จะมองได้ทั้งสองทาง แต่การเกินดุลสูงอย่างไรก็ดีกว่าขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และการที่ราคาน้ำมันต่ำก็ส่งผลต่อทำให้เงินเฟ้อต่ำลงไปด้วย ช่วยลดแรงกดดันที่ประชาชนจะได้รับผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อ
ผลกระทบจากการถูกลดเรตติ้งในครั้งนี้ส่งผลทั้งในแง่บวกและในแง่ลบ แต่ผลทางด้านดีมีมากกว่า ก็ไม่ควรจะวิตกกังวลจนทำให้การดำเนินนโยบายและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจหยุดชะงัก







