posttoday
ของฝากจากมองโกเลีย

ของฝากจากมองโกเลีย

26 กรกฎาคม 2559

โดย...นายแพทย์วิชัย  โชควิวัฒน

โดย...นายแพทย์วิชัย  โชควิวัฒน

ช่วงวันหยุดยาวห้าวันคร่อมวันเข้าพรรษา ผู้เขียนมีโอกาสไปเยือนมองโกเลียในของจีน มีเรื่องราวน่าสนใจ โดยเฉพาะเรื่องวิธีการจัดการกับปัญหา “ชนกลุ่มน้อย” ของจีนมาฝาก เพื่อเป็นประสบการณ์ในการแก้ปัญหาโดยเฉพาะในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย

มองโกเลียในปัจจุบันเป็น “มณฑล” หนึ่ง ของสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นหนึ่งในมณฑลชายแดนที่มีอาณาเขตติดต่อกันยาวเหยียดกับ “สาธารณรัฐประชาชนมองโกเลีย” ซึ่งเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีเมืองหลวงคือ อูลันบาตอร์ ที่ท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เดินทางไปร่วมประชุมในช่วงก่อนวันเข้าพรรษาที่ผ่านมา ชื่อเป็นทางการของมองโกเลียใน คือ “เขตอิสระมองโกเลียใน” (Inner Mongolia Autonomous Region)

ปัจจุบันจีนมี “ชนชาติกลุ่มน้อย” (Ethnic minorities) อยู่ราว 8.41% โดยหลังการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2492 จีนได้ทำการสำรวจสำมะโนประชากรเป็นระยะๆ ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2496 มีชนชาติกลุ่มน้อย 6.06% ครั้งต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2507 ชนกลุ่มน้อยลดลงเหลือ 5.76% หลังจากนั้นเพิ่มขึ้นทุกรอบการสำรวจ โดยเมื่อ พ.ศ. 2543 ตัวเลขเพิ่มเป็น 106.43 ล้านคน หรือราว 8.41%

ชนชาติส่วนใหญ่ของจีน คือ ชนชาติฮั่น ซึ่งสร้างอารยธรรมและก่อตั้งอาณาจักรในอาณาบริเวณลุ่มน้ำเหลือง และลุ่มน้ำแยงซีเกียงจน “เจริญ” มาก ถือตนเป็น “อารยชน” และ อาณาจักรของตนเป็นศูนย์กลางของโลก ชนชาติกลุ่มน้อยที่อยู่รอบๆ หรือห่างไกลออกไปเป็น “อนารยชน” แนวคิดดังกล่าวทำให้เกิดสงครามต่อเนื่องมายาวนาน และชนชาติฮั่นต้อง “ลงทุน” มากมาย ในการสร้างปราการป้องกันตนเอง คือ กำแพงเมืองจีน ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อป้องกัน “อนารยชน” ทางเหนือ เมื่อจิ๋นซีฮ่องเต้สามารถปราบปรามอาณาจักรอื่นๆ จนราบคาบ และสถาปนาอาณาจักรจีนได้สำเร็จ เมื่อ พ.ศ. 322 ก็ได้สร้างประวัติศาสตร์สำคัญ คือการเชื่อมต่อกำแพงเมืองจีนครั้งใหญ่ ต้องเกณฑ์แรงงานจำนวนมากมาทำ สูญเสียชีวิตผู้คนไปมากมาย

แต่ประวัติศาสตร์ก็ได้พิสูจน์ว่า แม้จะสร้างกำแพงสูงใหญ่ยาวเหยียด และมีกองทหารปกป้องอย่างเข้มแข็งเพียงใด ก็ไม่สามารถป้องกันการรุกรานของอนารยชนได้ ในที่สุดเจงกิสข่านหนึ่งในชนชาติกลุ่มน้อย ซึ่งเป็น “อนารยชน” ในสายตาคนจีน ก็สามารถรวมอาณาจักรมองโกลเป็นผลสำเร็จ และหลานชายคือ กุบไลข่านก็พิชิตจีนได้สำเร็จเด็ดขาด ตั้งราชวงศ์หยวนขึ้นปกครองจีนได้ยาวนานถึง 97 ปี ก่อนชนชาติฮั่นจะ “ขับไล่” ชนชาติมองโกลออกไปได้ ตั้งราชวงศ์หมิงปกครองต่อมาเป็นเวลายาวนานถึง 268 ปี มีการซ่อมแซมกำแพงเมืองจีนขนานใหญ่อีกครั้ง แต่ในที่สุดก็พ่ายแพ้แก่ชาวแมนจู ซึ่งพิชิตราชวงศ์หมิง ตั้งราชวงศ์แมนจูปกครองจีนมายาวนานถึง 276 ปี ก่อนล่มสลายในปี 2455 โดยพ่ายแพ้แก่ชาวฮั่น ทำให้ระบอบกษัตริย์ซึ่งปกครองจีนมานานหลายพันปี ถึงแก่การล่มสลาย เปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นระบอบสาธารณรัฐ

ที่มองโกเลียในก็มีเรื่องราวที่โด่งดังในประวัติศาสตร์คือเรื่องราวของหวางเจาจิน ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ยอดหญิงงามผู้พลิกประวัติศาสตร์จีน เป็นประวัติศาสตร์คู่กันกับเมือง “ฮูโหว” (Hohhot) หรือ ฮูเหอฮ่าวเท่อ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมองโกเลียใน และอีกเมืองหนึ่งคือเมืองเปาโถว ซึ่งก็เป็นเมืองใหญ่ เมืองสำคัญของมองโกเลียใน ทั้งสองเมืองต่างมีประวัติว่าเป็นที่ฝังศพของหวางเจาจิน ที่ทั้งภาครัฐและเอกชน สามารถนำมาเป็น “จุดขาย” ของการท่องเที่ยวได้อย่างกว้างขวาง เพราะมีเรื่องราวที่ “จับใจ” และเหมาะแก่ยุคสมัยอย่างยิ่ง เนื่องจากหวางเจาจิน คือ ผู้มีส่วนสำคัญทำให้เกิดสันติสุขกับชนเผ่าซุงหนูอยู่ยาวนาน แทนที่จะรบราฆ่าฟันสร้างความทุกข์ยากให้แก่อาณาประชาราษฎร์

เรื่องราวของหวางเจาจินเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 510 หวางเจาจินเป็นนางใน ในราชสำนักจีน แต่ไม่เคยได้มีโอกาส “ถวายตัว” เพราะฮ่องเต้ไม่เคยรู้ถึงความงามของนาง จนเมื่อฮูหานหยาข่านของชนเผ่าซุงหนู ซึ่งพระราชพงศาวดารราชวงศ์ฮั่นบันทึกว่าได้ “มาขอถวายตัวเป็นเขย” พระเจ้าฮั่นหยวนตี้รับไมตรี เลือกนางในส่งให้ห้านาง ในวันเลี้ยงส่ง ฮั่นหยวนตี้จึงได้พบนางครั้งแรก และตกตะลึงในความงามสง่า เฉิดฉายของนาง ซึ่งกวีบรรยายว่าถึงขั้น “ปักษีตกจากนภา” เพราะเมื่อนางประคองเครื่องดนตรี “ผีผา” ขี่ม้าออกจากเมือง นกซึ่งบินมาเห็นนางถึงกับตะลึงจนลืมขยับปีกบินและตกจากท้องฟ้า

ฮั่นหยวนตี้เสียดายนาง แต่ก็ตัดใจส่งนางไปให้ฮูหานหยาข่าน กษัตริย์ซุงหนูทรงโปรดปราน หวางเจาจินมาก มีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคน แต่อยู่กันได้เพียงสองปีข่านก็ถึงแก่พิราลัย ประเพณีของซุงหนู หวางเจาจินจะต้องตกเป็นชายาของข่านคนใหม่ซึ่งเป็นบุตรของชายาเก่า หวางเจาจินมีหนังสือกราบบังคมทูลฮ่องเต้ขอกลับจีน แต่ฮ่องเต้โปรดให้นางรับเป็นชายาของข่านคนใหม่ต่อไป นางมีธิดากับข่านคนใหม่สองคน

หวางเจาจิน ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำสันติสุขมาให้แผ่นดิน ผู้คนทางภาคเหนือของจีนล้วนยกย่องบูชา แม้สุสานของเธอก็มีผู้ชี้ว่าอยู่ที่โน่นบ้างที่นี่บ้าง ปรารถนาให้อยู่ในถิ่นของตน ที่มีผู้อ้างถึงมากที่สุด มี 2 แห่ง คือ ที่เปาโถวและที่ฮูเหอฮ่าวเท่อ ในเขตมองโกเลียใน แห่งที่ได้รับยกย่องว่าเป็นสุสานของเธออย่างเป็นทางการ อยู่ในท้องทุ่งลุ่มแม่น้ำชานเมืองด้านใต้ของเมืองฮูเหอฮ่าวเท่อ ที่นั่นหญ้าเขียวขจีอยู่ชั่วนาตาปี จึงมีนามปรากฏว่า “ชิงจ่ง” แปลว่า “สุสานเขียวขจี” เป็นสัญลักษณ์แห่งความมีอายุยืน อุดมสมบูรณ์และสันติสุขของชายแดนภาคเหนือ ชนกลุ่มน้อยแถบนี้เรียกหวางเจาจิน ว่า “หนังหูหยานจือ” แปลว่า “พระชายาอนารยชนเกษม” อันเป็นสมัญญานามที่ทรงเกียรติอย่างยิ่ง

ที่สุสานของหวางเจาจิน มีพิพิธภัณฑ์บันทึกเรื่องราวไว้อย่างยิ่งใหญ่งดงาม ตรงใกล้ปากทางมีหลักศิลาจารึกบทกวีสดุดีหวางเจาจิน แต่งโดยต้งปู่ รองประธานาธิบดีจีน ซึ่งแต่งไว้เมื่อ พ.ศ. 2506 อาจารย์ถาวร สิกขโกศล ปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและจีนคดีศึกษา ได้แปลไว้เป็นโคลงสี่สุภาพอย่างไพเราะเพราะพริ้งว่า

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69