
Promptpay พร้อมไม่พร้อม?
โดย...ดร.กมล เกียรติเรืองกมลา
โดย...ดร.กมล เกียรติเรืองกมลา
ทุกวันนี้หลายท่านคงได้ยินคำว่าพร้อมเพย์ (Promptpay) ผ่านทางสื่อต่างๆ ซึ่งก็มีทั้งคนที่สนับสนุนให้ใช้ และคนที่ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงต่างๆ ของพร้อมเพย์ จากข้อสงสัยเหล่านี้ผู้เขียนจึงอยากจะมาสรุปเป็นประเด็นง่ายๆ ว่าพร้อมเพย์ พร้อมเพื่อใคร และพร้อมสำหรับประเทศไทย ที่กำลังจะเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 หรือไม่
ที่มาของพร้อมเพย์เริ่มจากกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องการจะผลักดันระบบการทำธุรกรรมทางการเงินด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ในระดับชาติ (National e-Payment) ผ่านโครงการที่เรียกว่า Any ID หรือนานานาม ที่กลายมาเป็นพร้อมเพย์ในปัจจุบัน เพื่อเป็นการสร้างรูปแบบและมาตรฐานการชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการเป็นพื้นฐานสำคัญของการชำระเงินในอนาคต ในการเข้าสู่ยุคที่ไม่ต้องถือเงินสดหรือ Cashless ซึ่งปัจจุบันนี้ สวีเดน เยอรมนี และเกาหลีใต้ ได้ให้บริการการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์กันอย่างแพร่หลายในการชำระค่าสินค้าหรือบริการ โดยประชาชนในประเทศเหล่านั้นต่างมั่นใจในการทำธุรกรรมด้วยเงินสดอิเล็กทรอนิกส์ ที่ประชาชนจะได้รับความสะดวกสบายในการชำระสินค้าหรือบริการ อีกทั้งการทำธุรกรรมทางการเงินด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐ อาทิ ภาครัฐสามารถลดต้นทุนในการผลิตและบริหารจัดการเหรียญและธนบัตรลงได้ รวมถึงกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวการใช้บริการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ที่สอดรับกับการเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 หรือที่เราเรียกว่า Digital base economy
การทำธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ไม่ใช่สิ่งใหม่ในไทย เพราะแท้จริงแล้วคนไทยได้ทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์มาพักใหญ่แล้วผ่านทางอินเทอร์เน็ต หรือโมบายแบงก์กิ้ง เพียงแต่พร้อมเพย์จะเป็นการผูกเลขบัญชีธนาคารที่มีการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์เข้ากับหมายเลขโทรศัพท์ ที่ง่ายต่อการจดจำ หรือผูกเข้ากับเลขบัตรประชาชน ที่จะทำให้ภาครัฐหรือผู้้ให้บริการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์อ้างอิงบัญชีของคน
คนนั้นได้ง่ายขึ้น
อีกทั้งเพื่อให้ระบบพร้อมเพย์มีความน่าเชื่อถือในการชำระเงิน ภาครัฐจึงได้เข้ามาเป็นตัวกลางการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมต่างๆ ผ่านหน่วยงานที่ชื่อ ITMX ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำในเรื่องของเอทีเอ็มพูล ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าการทำธุรกรรมผ่านพร้อมเพย์ จะมีมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในระบบเอทีเอ็มที่มีการใช้งานมาอย่างยาวนาน
โดยรูปแบบของการผูกบัญชีธนาคารเข้ากับหมายเลขโทรศัพท์หรือบัตรประชาชนนั้น กำหนดให้ 1 คน ผูกได้สูงสุดไม่เกิน 4 บัญชีธนาคาร โดยไม่จำเป็นต้องเป็นธนาคารเดียวกัน สามารถเลือกผูกเฉพาะกับบัตรประชาชนหรือหนึ่งเบอร์โทรศัพท์ หรือเลือกผูกพร้อมกันทั้งบัตรประชาชนและเบอร์โทรศัพท์ก็ได้ และหลังจากผูกบัญชีธนาคารเพื่อใช้บริการพร้อมเพย์เสร็จเรียบร้อย เราก็จะสามารถโอนเงิน หรือชำระเงินผ่านระบบพร้อมเพย์โดยเสียค่าบริการที่ต่ำมาก คือ 0-5,000 บาทแรก จะไม่เสียค่าบริการโอนเงินเลย (และหากเราจะต้องโอนเงิน 2 หมื่นบาท เราสามารถทยอยโอนครั้งละ 5,000 บาท 4 ครั้งก็ได้ ซึ่งจะช่วยให้เราไม่ต้องเสียค่าบริการการโอนเงิน) โอนเงิน 5,001-3 หมื่นบาท จะคิดค่าโอนไม่เกินครั้งละ 2 บาท โอนเงิน 30,001-1 แสนบาท คิดค่าโอนครั้งละไม่เกิน 5 บาท และโอนเกินกว่า 1 แสนบาท คิดค่าโอนไม่เกินครั้งละ 10 บาท เป็นค่าบริการถูกกว่าการโอนเงินในปัจจุบันนี้เป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม การผูกหมายเลขโทรศัพท์และหมายเลขบัตรประชาชนเข้ากับระบบพร้อมเพย์ หลายท่านกังวลว่าจะไม่มีความปลอดภัยในการทำธุรกรรม ซึ่งหากพิจารณาแล้วจะพบว่าพร้อมเพย์มีความปลอดภัยเทียบเท่ากับการใช้งานโมบายแบงก์กิ้งในปัจจุบัน ที่ต้องมีการใส่ทั้ง Username และ Password ดังนั้น บัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับหมายเลขโทรศัพท์หรือบัตรประชาชนจะไม่สามารถโอนเงินออกจากบัญชีได้เลย หากไม่ทราบ Username และ Password เสียก่อน ในขณะที่การโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์จะง่ายและสะดวกมากเพราะจำเพียงแค่หมายเลขโทรศัพท์เพื่อการโอนเท่านั้น ดังนั้นผู้ใช้บริการแม้จะทำโทรศัพท์หาย หรือบัตรประชาชนหาย หรือหายทั้งสองอย่างพร้อมกัน ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลว่ามิจฉาชีพที่ได้โทรศัพท์หรือบัตรประชาชนไป จะโอนเงินออกจากบัญชีได้ เนื่องจากมิจฉาชีพจะไม่ทราบ Username และ Password ของท่าน ยกเว้นท่านเขียน Username และ Password ใส่ไว้ในกระเป๋าสตางค์หรือในโทรศัพท์มือถือของท่าน
จากข้างต้นจะเห็นถึงประโยชน์โดยรวมของระบบพร้อมเพย์ และเพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพระบบพร้อมเพย์ที่ชัดเจนขึ้น จึงขออธิบายข้อดี ข้อเสีย ใน 4 ภาคส่วนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก ได้แก่ ภาครัฐ สถาบันการเงิน ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และภาคประชาชน ดังนี้
ภาครัฐ
ข้อดี
ภาครัฐสามารถลดค่าใช้จ่ายในการผลิต และการจัดการเหรียญและธนบัตรลงได้
ภาครัฐสามารถตรวจสอบเส้นทางการทำธุรกรรมในแต่ละบัญชีได้
ภาครัฐประหยัดค่าใช้จ่ายและช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการทำธุรกรรมกับภาคประชาชน เช่น การโอนเงินสวัสดิการภาครัฐต่างๆ เข้าสู่บัญชีของผู้รับเงินได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องใช้การสั่งจ่ายด้วยเช็คเหมือนที่ผ่านมา
เป็นการเตรียมความพร้อม เพื่อรองรับสังคมธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ข้อเสีย
ภาครัฐต้องเสียทรัพยากรเพื่อใช้ในการบริหารจัดการระบบพร้อมเพย์
สถาบันการเงิน (ธนาคาร)
ข้อดี
ธนาคารจะเป็นศูนย์กลางของการทำธุรกรรมทางการเงิน และจะมีจำนวนการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ธนาคารมีข้อมูลของลูกค้าเพิ่มมากขึ้น ที่จะช่วยให้ธนาคารสามารถพัฒนาการให้บริการที่สะดวกและตรงตามความต้องการของลูกค้ามากขึ้น
ธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย สามารถประหยัดค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมผ่านระบบ VISA ลงได้
ธนาคารสามารถลดค่าใช้จ่ายในการบริหารและจัดการเงินสด รวมถึงลดค่าใช้จ่ายและจำนวนการขยายตัวของสาขาและจำนวนตู้ ATM ลงได้
ข้อเสีย
ธนาคารสูญเสียรายได้จากค่าธรรมเนียมการให้บริการการทำธุรกรรม
ธนาคารมีค่าใช้จ่ายในการแข่งขันเพื่อดึงดูดให้ลูกค้าหันมาใช้บริการพร้อมเพย์ของธนาคาร
ธนาคารสูญเสียทรัพยากรในการดูแลและพัฒนาระบบพร้อมเพย์
ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
ข้อดี
ผู้ประกอบการมีจำนวนที่เพิ่มสูงขึ้น และมีความสะดวกรวดเร็วในการทำธุรกรรมทางการเงิน
มีการขยายตัวของการให้บริการธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบใหม่ๆ ที่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในอนาคต
ข้อเสีย
ผู้ประกอบการสามารถถูกตรวจสอบเส้นทางการทำธุรกรรมทางการเงินได้โดยง่าย
ประชาชน
ข้อดี
ประชาชนมีความสะดวก รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมทางการเงิน การชำระสินค้า รวมถึงการลดความเสี่ยงจากการถือเงินสด
ประชาชนสามารถได้รับเงินสวัสดิการและเงินคืนภาษีจากภาครัฐที่รวดเร็วขึ้น
ข้อเสีย
จำนวนการทำทุจริตผ่านธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มสูงขึ้น
หมายเลขโทรศัพท์มือถือจะถือเป็นข้อมูลสำคัญส่วนบุคคล และจะต้องมีการแจ้งให้หน่วยงานต่างๆ ทราบทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง
ประชาชนสามารถถูกตรวจสอบเส้นทางทางการเงินได้โดยง่าย
เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพการใช้บริการพร้อมเพย์อย่างครบถ้วน ผู้เขียนจึงขอสรุปให้ทุกท่านเห็นถึงทิศทางการให้บริการพร้อมเพย์ในประเทศไทย ที่สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ภายในระยะเวลา 3 ปี หรือ 36 เดือน ดังนี้
ระยะสั้น 1-6 เดือน : ช่วงเริ่มต้นและการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างบุคคลและบุคคล (C2C)
ธนาคารจะมีการแข่งขันกันอย่างมากเพื่อแย่งชิงผู้สมัครการใช้บริการพร้อมเพย์ของธนาคาร โดยจะมีแคมเปญทางการตลาดต่างๆ อาทิ การจับรางวัล การแลกบัตรสมนาคุณ
เน้นการชำระเงินระหว่างบุคคลและบุคคล
ระยะปานกลาง 7-18 เดือน : ขยายรูปแบบการให้บริการระหว่างธุรกิจและบุคคล (C2B หรือ B2C)
ธนาคารจะมีการพัฒนาด้านการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบใหม่ๆ รวมถึงการแข่งขันเพื่อเป็นผู้นำการทำธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์
ธนาคารจะมีการแข่งขันด้านค่าธรรมเนียมการให้บริการพร้อมเพย์
มีการเชื่อมต่อการให้บริการพร้อมเพย์กับผู้ประกอบการและภาคธุรกิจอื่นอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะร้านค้าต่างๆ
ภาครัฐจะมีการโอนเงินสวัสดิการ และการคืนภาษี ให้ประชาชนผ่านระบบพร้อมเพย์
ประชาชนจะมีความมั่นใจในการใช้บริการพร้อมเพย์
ระยะยาว 18-36 เดือน : เป็นมาตรฐานการชำระเงินที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย
จะมีการพัฒนารูปแบบการให้บริการการชำระเงิน และการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์รูปแบบใหม่ๆ บนพื้นฐานของพร้อมเพย์เกิดขึ้นอย่างมาก และขยายตัวไปสู่การทำธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์กับต่างประเทศ
การชำระเงินด้วยระบบพร้อมเพย์จะได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย และเป็นมาตรฐานการชำระเงินรูปแบบหนึ่ง
จำนวนการทุจริตผ่านธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์จะเพิ่มสูงขึ้น
ก่อนจบบทความนี้ ผู้เขียนขอทิ้งท้ายด้วยคำพูดติดตลกว่า “หากผู้เขียนต้องเลือกรับเงินระหว่างเงินสด หรือรับเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ ผู้เขียนขอเลือกรับเงินผ่านพร้อมเพย์จะดีกว่า เพราะผู้เขียนตรวจสอบธนบัตรปลอมไม่เป็น”







